Tik & Ning - London

 

สวัสดีค่ะ วันนี้ Advice For You จะพามาทำความรู้จักกับ 2 สาวสวย ติ๊ก (ซ้าย) และ หนิง (ขวา) ที่จะมาเล่าประสบการณ์การเรียนต่อต่างประเทศให้เราฟังกันค่ะ ว่าสนุกสนานแค่ไหน ลำบากยังไง แล้วได้อะไรกลับมาบ้าง คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปมากน้อยแค่ไหน

Advice For You : สวัสดีค่ะ แนะนำตัวกันหน่อยนะค่ะ ว่าชื่ออะไร อายุเท่าไหร่
หนิง : สวัสดีค่ะ ชื่อ หนิง ค่ะ ตอนนี้อายุ 25 แล้วค่ะ
ติ๊ก : สวัสดีค่ะ ชื่อ ติ๊ก ค่ะ เพื่อนๆเรียก ติ๊กต่อก ส่วนอายุไม่ขอบอกได้มั๊ยอ่ะ (หัวเราะ)


Advice For You : (หัวเราะ) แหม! บอกหน่อยน่า เห็นหน้าสวยๆ ใสๆ แบบนี้จริงๆแล้วอายุเท่าไหร่
ติ๊ก : 28 แล้วค่ะ แต่หน้ายังเด็กอยู่นะ (หัวเราะ)
หนิง : สวัสดีค่ะ ป้าติ๊ก (ยกมือไหว้)
ติ๊ก : บ้า! ยังไม่แก่ขนาดนั้น (หัวเราะกันหมด)

Advice For You : เอาละค่ะสาวๆ เรากลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่าค่ะ ทราบว่าทั้งสองคนเคยไปเรียนต่อต่างประเทศกันมาแล้ว ใครไปเรียนที่ประเทศไหนกันมาบ้างค่ะ
หนิง : หนิงไปเรียนที่อังกฤษค่ะ
ติ๊ก : ไปเรียนที่อังกฤษเหมือนกันค่ะ


Advice For You : เลือกไปเรียนที่อังกฤษกันทั้งคู่เลยนะค่ะเนี่ย ขอย้อนกลับไปนิดนึงว่าแต่ละคนเรียนอะไรกันมาก่อน แล้วทำไมถึงได้คิดไปเรียนต่อต่างประเทศค่ะ
หนิง : หนิงเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สาขาไมโครไบโอโลจี (Microbiology) ค่ะ


Advice For You : ชื่อสาขาแปลกจังค่ะ เรียนเกี่ยวกับอะไรค่ะเนี่ย
หนิง : ถ้าชื่อภาษาไทยคือจุลชีววิทยาค่ะ เป็นสาขาที่แตกออกมาจากสาขาวิชาชีววิทยาอีกที ซึ่ง "จุลชีววิทยา" จะศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าค่ะ ก็คือจุลินทรีย์ เช่น แบคทีเรีย โปรโตซัว ไวรัส เชื้อราแบบนี้อะค่ะ


Advice For You : แล้วติ๊กละค่ะ เรียนมาทางด้านไหนเอ่ย
ติ๊ก : ติ๊กเรียนจบปริญญาตรีมาจากม.กรุงเทพ สาขา การท่องเที่ยวและการโรงแรมค่ะ


Advice For You : แล้วตอนนั้นทำไมถึงตัดสินใจเลือกไปเรียนที่ประเทศอังกฤษค่ะ
ติ๊ก : พอติ๊กเรียนจบก็ทำงานในโรงแรมตามสายที่เรียนจบมาอยู่ประมาณ 2 ปี พอทำไปซักพักก็เริ่มเบื่อกับกิจวัตรประจำวันเดิมๆ สิ่งแวดล้อมเดิมๆ (หัวเราะ) ก็เลยตัดสินใจอยากไปหาอะไรใหม่ๆให้ชีวิต เลยคิดที่จะไปต่างประเทศ แต่แค่ไปเที่ยวเฉยๆคงไม่ใช่ ก็เลยเลือกที่จะไปเรียนภาษา แล้วก็เลือกไปที่ประเทศอังกฤษ เพราะเป็นประเทศที่อยากไปมานานแล้ว ชอบมาตั้งแต่เด็กๆ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง อยากรู้ว่าประเทศอังกฤษจริงๆจะเป็นเหมือนที่เราคิดเอาไว้หรือป่าว ก็เลยลองหาข้อมูลจากในอินเทอร์เน็ต ตอนนั้นติ๊กอยากไปอยู่ที่ลอนดอน เพราะอยากรู้ชีวิตของคนในเมืองหลวงของเค้าว่าต่างจากเมืองหลวงของเรา อย่างกรุงเทพยังไงบ้าง


Advice For You : แล้วหนิงละค่ะ
หนิง : สำหรับหนิง เรียนจบแล้วก็ตั้งใจจะไปเรียนต่อเลยค่ะ ส่วนสำคัญที่เลือกไปเรียนที่ประเทศอังกฤษอย่างแรกเลยคือ อยากจะพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเองคะ เพราะหนิงก่อนไปอังกฤษก็เป็นเด็กจบใหม่ทั่วไปที่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยดีนัก  รู้ grammar หมดทุก tense  แต่ไม่สามารถเอามาใช้ได้จริง พอจะใช้ก็มั่วแต่คิดกังวลว่าจะใช้ tense อะไรดี กลายเป็นว่าเป็นคนไม่กล้าพูดอังกฤษไปเลย บอกไม่ถูกคะ มันเป็นความอึดอัดส่วนตัวของเด็กสายวิทย์ที่เราไม่สามารถพูดหรือสื่อสิ่งที่เราอยากจะบอกออกมาเป็นภาษาอังกฤษได้ทั้งหมดที่เราคิด หนิงเลยตัดสินใจขอคำปรึกษาจากทาง Advice For You คะ ว่าอยากจะไปเรียนภาษา ถามว่าไปกี่เดือนถึงจะพูดเป็นพูดคล่อง ตอนนั้นได้พี่เปียเป็นที่ปรึกษาคะ ประทับใจมากๆ

Advice For You : แล้วตอนนั้นทั้งสองคนได้ไปเรียนที่สถาบันอะไร ในเมืองไหนค่ะ
หนิง : หนิงไปเรียนที่ The Burlington School of English ในลอนดอนค่ะ เพราะคิดว่าไหนๆไปเรียนที่อังกฤษทั้งๆที ก็ขอดูชีวิตในเมืองหลวงของอังกฤษแล้วกัน และคิดว่าที่กรุงลอนดอนต้องมีคนไทยอยู่บ้างแน่ๆ เพราะหนิงไปคนเดียวอย่างน้อยถ้าไปแล้วเจอคนไทยคนสองคนก็ดีกว่าคะ อุ่นใจดี แอบกลัวคะ อิอิ
ติ๊ก : ส่วนติ๊กก็ได้เรียนที่ลอนดอนตามที่ตั้งใจไว้ค่ะ ตอนนั้นเรียนคอร์ส General English ที่ Crest Schools Of English ในย่าน Edgware ทางตะวันตกเฉียงเหนือของลอนดอนค่ะ

Advice For You : ทำไมถึงเลือกไปเรียนที่สถาบันนั้นค่ะ เรารู้จักสถาบันที่เราเลือกไปเรียนมาก่อนหรือเปล่า
หนิง : บอกตรงๆว่าหนิงไม่เคยรู้จักโรงเรียนนี้มาก่อนเลยคะ แต่ก็อย่างว่าเพราะเค้าเป็นสถาบันในประเทศอังกฤษนี่นา


Advice For You : ถ้าเป็นสถาบันในประเทศอังกฤษ คนไทยก็คงจะรู้จักแต่มหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง ออกซฟอร์ด เคมบริดจ์ แค่นั้นเนอะ
ติ๊ก : ใช่เลย เพราะงั้นการที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็ไม่ได้แปลว่าสถาบันนี้จะไม่ดีนะค่ะ อย่างชาวอังกฤษเค้าก็อาจจะรู้จักจุฬา ธรรมศาสตร์บ้านเรา แต่คงจะไม่รู้จัก ม. กรุงเทพ ของติ๊กแน่ๆ
หนิง : ยิ่ง ม. สงขลานครินทร์ ของหนิง คงยิ่งไม่รู้จักใหญ่ (หัวเราะ) เล่าต่อนะค่ะ ตอนนั้นหนิงให้ข้อมูลกับพี่เปียไปว่าหนิงต้องการโรงเรียนแบบไหน จะไปเรียนกี่เดือน เรามีงบประมาณเท่าไหร พี่เปียเลยแนะนำโรงเรียนนี้มาคะ เพราะตอนนั้นหนิงให้ข้อมูลกับพี่เปียว่าอยากได้โรงเรียนในลอนดอนคะ พี่เปียเลยแนะนำที่ The Burlington School of English มาให้ เพราะพี่เปียบอกมีเด็กไทยเรียนภาษาอยู่ที่นั่นอยู่บ้าง ไปแล้วก็ไม่ผิดหวังคะ วันแรกที่เข้าชั้นเรียน เจอคนไทยแค่คนเดียวเองคะ แป่ว!


ning benchAdvice For You : อ้าว! แบบนี้เรียกว่าดีหรือไม่ดีละค่ะ
หนิง : ตอนแรกก็คิดว่าไม่ดีค่ะ แย่แล้วมีคนไทยแค่คนเดียว แล้วเราจะคุยกับใคร แต่พอเรียนไปได้ซักพักถึงเข้าใจว่าการได้เจอคนไทยน้อยๆสิยิ่งดี เพราะจะทำให้เราต้องไปคุยกับเพื่อนต่างชาติไปโดยปริยาย ซึ่งก็เท่ากับเป็นการฝึกภาษาอังกฤษไปด้วยนั่นเอง ไม่งั้นคงเอาแต่คุยภาษาไทยกับเพื่อนคนไทยหมดนะค่ะ ถ้าเจอคนไทยเยอะๆ


Advice For You : พี่เปียแนะนำโรงเรียนนี้ให้ก็จริง แต่ทำไมน้องหนิงถึงเลือกที่จะมาโรงเรียนนี้ค่ะ
หนิง : จริงๆแล้วพี่เปียก็แนะนำมาหลายโรงเรียนมากเลยค่ะ พอพี่เปียบอกชื่อโรงเรียนมาหนิงก็เลยไปลองค้นขอมูลโรงเรียนในอินเทอร์เน็ตอีกที หลังจากดูข้อมูลของแต่ละโรงเรียน เวบไซต์โรงเรียนแล้ว ก็ชอบคะ เดินทางง่ายใกล้ Tube Station (สถานีรถไฟใต้ดิน) ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง (หัวเราะ) เลยโอเคสมัครเข้าเรียนที่นี่คะ

Advice For You : แล้วติ๊กละค่ะ ทำไมถึงเลือกไปเรียนที่ Crest Schools Of English
ติ๊ก : เอาตั้งแต่เริ่มเลยเนอะ คือตอนนั้นติ๊กก็หาข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อประเทศอังกฤษในอินเทอร์เน็ตนี่ละค่ะ ตอนแรกก็สับสนมาก เพราะข้อมูลเยอะแยะไปหมด เราเองก็ไม่มีความรู้ด้านนี้เลย เพื่อนที่เคยไปเรียนต่างประเทศก็ไม่มี แล้วก็มาเจอเวบไซต์ของ Advice For You เห็นว่าให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศ ที่สำคัญ "ฟรี" ด้วย (หัวเราะ) เลยลองติดต่อเข้ามาดู พอได้พูดคุยกับพี่เปีย ซึ่งพี่เปียจะสอบถามความต้องการของเราว่าอยากไปเรียนที่ประเทศอะไร เมืองไหน ระยะเวลาเท่าไหร่ที่ต้องการไปเรียน และงบประมาณที่เราตั้งไว้แค่ไหน แล้วพี่เปียก็แนะนำโรงเรียนที่ตรงกับความต้องการของเราให้เลือก 2-3 โรงเรียน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วติ๊กเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวายมาก แต่ก็อยากอยู่ในลอนดอน
หนิง : ไปทั้งทีก็ขออยู่ในเมืองหลวงก่อนเนอะ
ติ๊ก : ใช่ๆ ติ๊กก็เลยเลือกเรียนที่ Crest Schools Of English ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชานเมืองลอนดอน ซึ่งไม่ค่อยวุ่นวายมากเท่ากับศูนย์กลางของลอนดอน แต่ก็มีความสะดวกสบายทุกอย่าง ทั้งช้อปปิ้งมอลล์ โรงหนัง สวนสาธารณะ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และไนท์คลับ หากจะนั่งรถไฟใต้ดินเข้าในกลางเมืองลอนดอนก็จะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเท่านั้นค่ะ
หนิง : น่าเสียดายเนอะ ไปลอนดอนเหมือนกันแท้ๆ แต่ไม่ได้เจอกัน
ติ๊ก : นั่นสิ ตอนนั้นก็คิดแต่ว่าไม่อยากเจอคนไทย แต่จริงๆก็น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนคนไทย เพราะเพื่อนต่างชาติก็ได้รู้จักกันแค่ตอนที่ไปเรียน พอเรียนจบก็แยกย้ายกันไปแล้ว อาจจะมีได้คุยกันบ้างในเฟซบุ้คนิดๆหน่อย แต่ถ้าได้เจอเพื่อนคนไทยกลับมาเมืองไทยเราก็ยังได้คบกันต่อได้เนอะ

Advice For You : ฟังดูแล้วแต่ละคนถึงจะอยากไปลอนดอนเหมือนกัน แต่ความต้องการก็แตกต่างกันนิดหน่อยในรายละเอียดนะค่ะเนี่ย
หนิง : ใช่แล้วค่ะ เพราะเราไปเรียนก็ไม่ใช่แค่เลือกสถาบันที่จะเรียนเท่านั้น แต่เราต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั้นหลายเดือนหรือเป็นปีๆ เพราะฉะนั้นการเลือกสถาบันให้ตรงกับความต้องการของเราที่สุดสำคัญมากเลยค่ะ ทั้งสภาพแวดล้อม การเดินทาง สถานที่ตั้งของสถาบัน รวมไปถึงค่าคอร์สด้วย
ติีก : เราที่ไม่มีความรู้อะไรเลย ถ้าต้องมานั่งหาข้อมูลเองให้ได้ตรงใจนี่คงลำบากมากเลย อันนี้ต้องขอบคุณ Advice For You มากๆ ที่ช่วยแนะนำ (หัวเราะ)


Advice For You : อยากให้แต่ละคนลองเล่าประสบการณ์ตอนอยู่ที่อังกฤษให้ฟังหน่อยค่ะ
หนิง : ประสบการณ์ตอนอยู่ที่อังกฤษเป็นอะไรที่มีค่ามากคะ หนิงได้พบเพื่อนใหม่ เพื่อนต่างชาติ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ จากความที่ไปแรกๆเป็นคนที่ขี้กลัว ไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเอง กลายเป็นว่าพอไปอยู่ที่อังกฤษ เรารู้สึกว่าทุกอย่างเราต้องจัดการเอง ทั้งเรื่องเรียนและทำงาน ตอนนั้นที่หนิงไปยังเป็นกฏแบบเก่าคือลงเรียนภาษาธรรมดาหน้าวีซ่าสามารถทำงานได้ 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ต่างกับตอนนี้ที่ต้องมีคะแนน IELTS และต้องลงเรียนของโรงเรียนรัฐบาล ดูยุ่งยากกว่าเดิมอีก (หัวเราะ)

Advice For You : ถือว่าคนที่ตัดสินใจไปเรียนก่อนได้เปรียบนะค่ะเนี่ย เพราะการที่สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ ทำให้ช่วยด้านค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลย
หนิง : ใช่ค่ะ ตัดสินใจไปก่อนได้เปรียบ สำหรับเพื่อนๆที่กำลังตัดสินใจจะไปเรียนต่ออยู่ หนิงอยากจะบอกว่ายิ่งไปเร็วก็ยิ่งดีนะค่ะ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าต่อไปกฎวีซ่านักเรียนจะเปลี่ยนแปลงให้ยุ่งยากกว่าตอนนี้อีกรึเปล่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าการทำงานได้จะเป็นผลดีเพียงอย่างเดียวนะค่ะ เพราะมีคนไทยหลายคนที่มัวแต่ทำงานเพราะเห็นว่าได้ค่าตอบแทนดี จนขาดเรียน Attendance ไม่พอ เรียนไม่จบคอร์สก็มีค่ะ เพราะลืมเป้าหมายไปว่าที่เรามาเพราะต้องการเรียน ต้องการฝึกภาษา เพราะฉะนั้นตอนที่หนิงอยู่อังกฤษต้องบริหารเวลาตัวเองให้เป็น ว่าถึงแม้จะทำงานเลิกดึกแค่ไหน แต่ต้องไม่ขาดเรียน เพราะเป็นเป้าหมายหลักที่เราคิดจะมาที่นี่ สิ่งแวดล้อมอาจต่างจากที่ไทยไปบ้าง แต่ถ้าเราไม่เรื่องมากเป็นคนง่ายๆ การใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษก็เป็นขนมหวานสำหรับน้องๆคะ ช่วงแรกๆอาจมีปัญหาในการปรับภาษาบ้าง อย่างหนิงช่วง 3-4 เดือนแรกก็ภาษายังมึนๆอยู่ แต่อาศัยว่าหลังเลิกเรียนหนิงทำการบ้าน อ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนเข้าชั้นทุกวัน ภาษาเลยดีขึ้นมาบ้าง ช่วงเข้าเดือนที่ 6 ก็เริ่มโอเคคะ ไม่ค่อยอายเวลาพูดแล้ว ออกจะพูดมากไปด้วยซ้ำ (หัวเราะ)

Advice For You : แล้วติ๊กละค่ะ เคยไปต่างประเทศมาก่อนที่จะไปเรียนหรือเปล่า
ติ๊ก : ของติ๊กนี่ก็ไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อนเลยเหมือนกันค่ะ ตอนไปถึงวันแรกๆ ก็กังวลว่าจะปรับตัวได้ไหม เพราะไม่ใช่คนที่เก่งภาษาอังกฤษเลย เรียกว่ามาเสี่ยงตายเอาดาบหน้ากันเลย ตอนที่ไปเรียนวันแรกก็ไม่เจอคนไทยเลยแม้แต่คนเดียว แฟลตที่เช่าอยู่ก็มีแต่ชาวต่างชาติ ซึ่งจริงๆติ๊กก็ตั้งใจว่าจะอยู่ห่างๆคนไทยอยู่แล้วเพราะจะได้ฝึกภาาา แต่ตอนแรกก็รู้สึกกลัวนิดๆ เหมือนกัน แต่ตอนที่ติ๊กไป เป็นช่วงที่ทางสถานทูตอังกฤษยังไม่เปลี่ยนกฎวีซ่านักเรียน
หนิง : พี่ติ๊กก็ไปปีเดียวกับหนิงใช่มั๊ย แต่คนละเดือนกัน
ติ๊ก : ใช่แล้ว ตอนนั้นนักเรียนที่ไปแบบ Student Visa ยังสามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ แต่ตอนนี้ต้องไปแบบ Student Tier 4 เท่านั้นถึงจะทำงานได้ ตอนนั้นติ๊กเลยไปสมัครทำงานไว้ที่ร้านอาหารไทย เลยได้พูดภาษาไทยบ้างละ แต่ก็ยังต้องพูดภาษาอังกฤษกับลูกค้าอยู่ดีค่ะ ซึ่งก็ได้ฝึกภาษาอังกฤษในอีกรูปแบบนึง เพราะการใช้ภาษาในการทำงานก็จะต่างจากการใช้ภาษาที่เราพูดเล่นกับเพื่อนในชีวิตประจำวัน และยังได้ทำงานที่เราไม่เคยทำมาก่อนเช่น เสิร์ฟอาหาร ทำครัว ทำค็อกเทล โดยเฉพาะอันหลังนี้ชอบมาก เพราะปกติเป็นคนที่ชอบดื่มค็อกเทลอยู่แล้ว พอได้มาทำกินเองแล้วรู้สึกว่ามัน อร่อยกว่าที่เคยซื้อกินอีกนะ (หัวเราะ)


tik covent gardenAdvice For You : ทำงานร้านอาหารนี่ลำบากมากไหมค่ะ เพราะคงมีเด็กไทยหลายๆคนกลัวกัน
ติ๊ก : ถามว่าลำบากไหม ก็ต้องบอกตรงๆว่าลำบากกว่าการใช้ชีวิตปกติของเราตอนอยู่เมืองไทยแน่นอนค่ะ แต่มันก็ไม่ได้ลำบากถึงขนาดทนไม่ได้ คือถ้าเปรียบเทียบกับชีวิตในเมืองไทย เราไม่มีโอกาสได้ทำงานตรงจุดนี้อยู่แล้ว และถ้าไม่ได้มาเรียนต่อต่างประเทศ ติ๊กเองก็คงไม่ได้ทำงานเสิร์ฟอาหารในร้านอาหารแบบนี้แน่ๆ (หัวเราะ) จากที่เคยเป็นลูกค้า ตอนนี้ต้องมาเป็นเด็กเสิร์ฟ (หัวเราะ) ก็ถือว่าได้ฝึกความอดทน ซึ่งการทำงานตรงนี้ทำให้เราได้เจอผู้คนหลากหลายรูปแบบ ดีๆก็มี ที่แย่ๆก็เยอะ ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นค่ะ และการมาทำงานแบบนี้ก็ทำให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วยค่ะ


Advice For You : เรื่องของการใช้ชีวิตเราก็ทราบกันไปแล้วนะค่ะ งั้นกลับมาที่ประเด็นหลักของการไปเรียนนั่นก็คือหลังจากไปเรียนแล้วทักษะภาษาอังกฤษเป็นยังไงบ้างค่ะ
หนิง : ก็อาจจะยังไม่ถึงกับเก่ง แต่ถือว่าโอเคขึ้นมากค่ะ จากที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้เรื่องเลย นี่ดีขึ้นมากคะ ตอนที่ทำงานอยู่ร้านจีนที่ลอนดอน ลูกค้าชมว่าสำเนียงเราดีมาก ทั้งๆที่เราเพิ่งมาเรียนได้แค่ 4 เดือนเท่านั้น แอบอมยิ้มเลย (ยิ้ม)
ติ๊ก : จากคนที่แค่พออ่านออก เขียนได้ แต่ฟังและพูดไม่ได้เลยก็สามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้สบายเลยค่ะ


Advice For You : ขอเคล็ดลับการฝึกภาษาอังกฤษของ 2 สาวมาบอกให้เพื่อนๆรู้กันหน่อยนะค่ะ
หนิง : เคล็ดลับ ? ไม่มีหรอกคะ มีแต่เคล็ดไม่ลับที่อยากจะฝากน้องๆหรือเพื่อนๆพี่ๆ คนที่มีความตั้งใจอยากจะเก่งภาษาว่า การที่ไปอยู่ไปเรียนที่ต่างประเทศทำให้ภาษาเราดีขึ้นได้ก็จริง แต่ยังไงก็ไม่เท่ากับความพยายามที่จะใฝ่รู้ของเรา หากเราไปและไม่ตั้งใจเรียน ระดับภาษาเราก็ยังคงอยู่เท่าเดิมไม่ขยับไปไหน  ถึงแม้ background และพื้นฐานทางภาษาของแต่ละคนอาจจะต่างกัน  แต่ความพยายามจะเป็นส่วนช่วยเสริมให้เราเก่งขึ้นเองคะ ขอแค่ “ตั้งใจ”
ติ๊ก : สำหรับน้องๆที่กำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือที่กำลังเรียนอยู่ ที่ติ๊กอยากแนะนำคือ เราต้องไม่อายหรือกลัวที่จะพูดผิดค่ะ คนไทยส่วนมากไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ ไม่ใช่พูดไม่ได้แต่เพราะกลัวอายถ้าพูดผิด คนไทยหน้าบางนะค่ะ (หัวเราะ) ไม่ต้องอายถ้าพูดผิด ให้พูดออกไปก่อนเลย ใช้ภาษามือช่วย หรือพูดเป็นคำๆ ไปก็ได้ค่ะ ไม่ต้องพะวงเรื่องแกรมม่ามากนัก ฝรั่งเค้าก็ฟังเราเข้าใจเหมือนที่เราฟังฝรั่งพูดภาษาไทยนั่นแหละค่ะ และที่สำคัยคือเราต้องกล้าให้เค้าช่วยสอนด้วย ให้เค้าสอนรูปประโยคที่ถูกต้องให้เวลาเราพูดผิด เราก็พยายามจำและหาโอกาสพูดประโยคนั้นบ่อยๆ เราก็จะใช้ประโยคได้ถูกต้องอย่างเป็นธรรมชาติเองค่ะ

Advice For You : แล้วตอนนี้กลับมาเมืองไทยแล้ว วางแผนจะทำอะไรต่อไปค่ะ
หนิง : คะ หลังจากกลับมาจากอังกฤษ ตอนนี้หนิงกำลังจะไปต่อโททางด้าน Biotechnology ที่ Teesside University ทางตอนเหนือของอังกฤษคะ  จริงๆเป็นเด็กที่เรียนๆเล่นๆ เกรดไม่ได้สวยเท่าไหร แต่ก็ตั้งใจจะไปจบโทที่อังกฤษคะ โชคดีที่พี่ๆทาง Advice For You คอยช่วยแนะนำมหาวิทยาลัยที่เหมาะกับเรา ซึ่งตอนแรกเคยคิดเสมอว่าการสมัครเรียนปริญญาโทที่ต่างประเทศต้องยุ่งยากมากแน่ๆเลย แต่ได้พี่ๆที่นี่คอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำตลอด ขอบคุณมากนะคะ (ยิ้ม)
ติ๊ก : ติ๊กเองก็เตรียมตัวจะไปเรียนต่อที่อเมริกาเหมือนกันค่ะ คิดว่าจะไปเรียนภาษาต่ออีกปี แล้วอาจจะต่อปริญญาโท


Advice For You : อ้าว! ทำไมถึงเปลี่ยนไปเป็นเรียนต่ออเมริกาแทนละค่ะ
ติ๊ก : จริงๆ ก็ลังเลอยู่ว่าจะกลับไปเรียนที่อังกฤษอีกดีมั๊ย แต่ว่าติ๊กอยากจะลองไปสัมผัสกับอะไรใหม่ๆ เข้ามาอีก เลยคิดว่าไปเรียนที่อเมริกาก็ดี อยากรู้ว่าจะแตกต่างจากการเรียนที่ประเทศอังกฤษ แล้วจะได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ มาเล่าให้ฟังกันอีกนะค่ะ


Advice For You : สำหรับการสัมภาษณ์วันนี้ขอบคุณมากๆเลยนะค่ะ สุดท้ายแล้วช่วยฝากถึงน้องๆ ที่สนใจอยากไปเรียนต่อต่างประเทศซักหน่อยค่ะ
ติ๊ก : ตลอดเวลา 1 ปีที่อยู่ในลอนดอน ติ๊กรู้สึกว่าโชคดีมากที่ได้มีโอกาสมาอยู่ที่นี่ ทั้งทักษะทางภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้นมาก การไปเรียนภาษาที่อังกฤษครั้งนี้คุ้มค่ามากจริงๆ สำหรับติ๊ก ซึ่งตรงนี้หลายคนอาจจะบอกว่าการเรียนภาษาไม่จำเป็นต้องไปเรียนต่างประเทศก็ได้ ซึ่งถ้าเราตั้งใจมากพอ จะเปิดคลิปวีดีโอสอนภาษาใน Youtube เอาก็ยังได้ แต่การเรียนต่อที่อังกฤษมันให้อะไรติ๊กมากกว่านั้น นอกจากเรื่องภาษาทีดีขึ้นมาแล้วยังรวมถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตใหม่ๆ ได้พบเห็นในสิ่งใหม่ๆ เพื่อนใหม่ สังคมใหม่ ซึ่งเราไม่สามารถหาได้จากการเรียนภาษาอังกฤษจากการเรียนที่สถาบันในประเทศไทยหรือเปิดคลิปวีดีโอสอนภาษาดู ถ้าหากน้องๆ กำลังคิดจะไปเรียนต่อต่างประเทศ และทางบ้านสามารถดูแลส่งเสียให้ได้ ติ๊กบอกได้เลยค่ะว่าอย่าลังเล ขอแค่มีความตั้งใจ ก็สามารถไปเรียนและได้ทักษะทางภาษากลับมาแน่นอน และที่มากไปกว่านั้นคือประสบการณ์การใช้ชีวิตที่จะทำให้เราเติบโตขึ้นค่ะ
หนิง : แหม ที่หนิงอยากจะพูดพี่ติ๊กก็พูดไปหมดแล้ว ก็เสริมอีกนิดแล้วกันค่ะว่าอีกไม่นานจะเปิดเสรีอาเชียนแล้ว ประเทศไทยเราที่ถือว่าเจริญกว่าประเทศข้างเคียงก็จะทำให้มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเราไหลเข้ามาทำงานในประเทศเราเยอะ และก็เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับว่า เพื่อนบ้านเรามีทักษะภาษาอังกฤษดีกว่าคนในประเทศเรามากเลยค่ะ นอกจากเก่งกว่าแล้วค่าแรงยังถูกกว่าด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเรายังไม่รีบเก่งภาษาอังกฤษกันตั้งแต่วันนี้ละก็ ระวังจะโดนเพื่อนบ้านแย่งงานไปหมดนะค่ะ (ยิ้ม)


Students - Student Zone