Joe - London

 

สวัสดีครับ รบกวนช่วยแนะนำตัวให้น้องๆรู้จักหน่อยครับ
- สวัสดีค่ะ พี่ชื่อ ฐานิตะญาณ์ ธนพิศุทธิ์กุลค่ะ ชื่อเล่นโจ้ค่ะ แต่เพื่อนฝรั่งที่นี่เรียกว่า nongjo ตามชื่อเฟซบุ๊กของเรา ตอนนี้ก็อายุเต็ม 41 มาได้ 2 เดือนกว่าๆแล้วค่ะ

 

ตอนนี้พี่โจ้ไปอยู่ที่อังกฤษนานแค่ไหนแล้วครับ พักอยู่ที่เมืองอะไรครับ
- เพิ่งมาอยู่ได้เกือบสองเดือนค่ะ วันเดินทางฤกษ์ดีมาก วันที่ 9 เดือน 9 เหมาะกับการเป็นวันเริ่มต้นความก้าวหน้าใหม่ๆของชีวิตค่ะ ^_^ ตอนนี้พี่พักอยู่ลอนดอน ดินแดนในฝัน และบังเอิญก็เป็นคำแนะนำจากน้องเปีย ที่ Advice For You ด้วยค่ะ

 

ทำไมพี่โจ้ถึงอยากมาอยู่ที่ลอนดอนครับ ถึงกับเรียกว่าเป็นดินแดนในฝันกันเลย
- คือพี่ตั้งใจจะมาเรียนภาษา แล้วก็อยากทำงานระหว่างเรียนด้วย เพราะว่าอยากลองเรียนรู้อยากได้ประสบการณ์ใหม่ๆที่เราไม่เคยสัมผัสในเมืองไทยนะค่ะ น้องเปียก็เลยแนะนำว่าถ้าอยากหางานทำพาร์ทไทม์ไปด้วยระหว่างเรียน ควรจะอยู่ลอนดอนเพราะจะหางานง่าย แล้วก็จริงอย่างที่น้องเปียว่า พี่มาอยู่ได้แค่ 3 วัน วันที่ 4 ก็เริ่มงานเลย ก็ได้น้องเปียอีกล่ะค่ะที่ช่วยแนะนำการหางาน การเขียน Resume สมัครงานให้

 

แต่ประเด็นหลักคือพี่โจ้ต้องการมาเรียนภาษาใช่มั๊ยครับ
- ใช่ค่ะ ตอนนี้พี่เรียนอยู่ที่ The Language Centre ของ University of The Arts London โดยลงเรียนภาษาเต็มที่เลย 48 สัปดาห์ แบ่งเป็น 24 สัปดาห์แรกเรียน General English และอีก 24 สัปดาห์หลังเรียน Acadamic English ค่ะ

 

Joe at workแล้วก่อนที่จะไปเรียนที่อังกฤษนี้ พี่โจ้ทำอะไรมาก่อนครับ
- พี่เป็นนักข่าวมา เกือบ 20 ปี แต่เราก็คิดว่ามันถึงจุดที่เราพัฒนาตัวเองต่อไปลำบาก เพราะเราภาษาไม่ดี อีกอย่างก็ยังอยากจะเรียนต่อด็อกเตอร์ (ถ้าความสามารถถึง) เพื่อนร่วมงานหรือแม้แต่หัวหน้าเราก็งงกันเป็นแถวว่าทำไมเราตัดสินใจลาออกจากงาน ทั้งๆที่งานก็มั่นคงทั้งเงินเดือนก็ไม่น้อย ตำแหน่งหน้าที่การงานก็อยู่ในระดับบริหารแล้ว ยังไงก็ยังอยู่ในอาชีพนี้ต่อไปได้อีกนาน แต่บังเอิญเราเป็นคนที่คิดไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน พี่กลับคิดว่ายิ่งเรามีตำแหน่งหน้าที่การงานในระดับสูง เราควรจะต้องมีความสามารถด้านภาษาด้วย อย่างน้อยที่สุดเราก็ควรต้องสื่อสารได้ดีในระดับที่พอใช้ได้ ไม่งั้นพี่จะรู้สึกว่าตัวเองด้อยและไม่คู่ควรกับตำแหน่งที่ได้รับเท่าไหร่ ไปต่างประเทศทีก็ต้องมีล่าม มันเลยรู้สึกไม่ค่อยดี อันนี้มองในมุมส่วนตัว คนอื่นอาจจะไม่คิดอย่างนี้ อีกอย่างอีก 3 ปีข้างหน้า AEC ก็จะเปิดแล้ว โอกาสจะเป็นของคนที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ ถ้าเรายังไม่พัฒนาตัวเองให้พร้อม เราก็จะเสียโอกาสดีๆที่อาจมีเข้ามาในวันข้างหนาก็ได้

 

พี่โจ้มีความคิดที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆครับ Advice For You ก็อยากให้น้องๆ ทุกคนเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษให้มากขึ้นเช่นกันครับ
แล้วเพราะอะไรพี่โจ้ถึงเลือกมาเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษละครับ เคยเดินทางไปต่างประเทศมาก่อนหรือเปล่าครับ
- อังกฤษเป็นประเทศในฝันนะ พี่เคยไปอเมริกาแบบเป็นแขกของสถานทูตเค้า ให้ไปดู ไปชมประเทศเค้า ในหลากมุมมอง หลายมิติ พี่ไปอยู่ 3 สัปดาห์ 5 รัฐ โดยมีล่ามตามประกบตัวต่อตัว พีชอบบางอย่างของที่นั่น แต่หลายอย่างโดยรวมแล้วพี่คิดว่าถ้าให้เลือกพี่ไม่เลือกอเมริกา พี่ชอบประเทศที่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อาจเป็นเพราะพี่เป็นคนประเภทอนุรักษ์นิยมก็ได้นะ 555

 

อีกอย่างสมัยเด็กๆ เวลาเราเรียนภาษาอังกฤษ เราก็จะคุ้นเคยกับตำรับตำราที่เป็นแบบ British English บางบทเรียนก็จะเอ่ยถึงบิ๊กเบนบ้าง แม่น้ำเทมส์บ้าง มันก็เลยเป็นความใฝ่ฝันที่อยากจะมาอังกฤษถ้ามีโอกาส แต่บังเอิญว่าโอกาสของเรามันมาช้ากว่าคนอื่น พี่ไม่ได้มีโอกาสมาตั้งแต่ตอนวัยรุ่น เรียนจบป.ตรีแล้วมาเลย ได้มีโอกาสผจญภัยตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ด้วยเหตุผลหลายสิ่งอย่าง แต่พอวันนี้ จะว่าไปแล้ว มันก้ไม่ได้เป็นโอกาสซะทีเดียว เพียงแต่เราพอจะเห็นช่องทางว่าถ้าเราไม่มาตอนนี้ มันก็สายไปแล้ว อย่างหนีงก็คือการอยากพัฒนาตัวเองเป็นอันดับแรก อีกอย่างบางครั้งเราอยู่กับงานมานานเกือบ 20 ปี เรียนจบปุ๊บเข้าสนามข่าวเลยทันที บางครั้งมันเลยเริ่มรู้สึกว่าอยากเบรกชีวิต เพื่อไปทำอะไรที่ใหม่ๆ ท้าทาย เสมือนเป็นการชาร์ตแบตให้เราไปในตัว ทำให้เรายังรู้สึกตื่นเต้นกับการใช้ชีวิต ได้เปิดโลกทัศน์ เปิดมุมมองอะไรใหม่ๆ มันเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ

 

ที่สำคัญพี่มีลูกสองคน และตอนนี้เค้าก็โตพอจะดูแลตัวเองได้บ้างแล้ว ลูกชายพี่อายุ 14 เรียนโรงเรียนประจำ ลูกสาวอายุ 12 เรียนโรงเรียนนานาชาติ เนื่องจากเค้าโตแล้ว บวกกับคุณแม่พี่ยังมีแรงช่วยดูแลหลานได้อยู่ แล้วก็มีน้องสาวพี่ช่วยดูแลอีกที สถานการณ์ต่างๆมันลงตัว มีปัจจัยที่เอื้อให้เราเห็นช่องทางที่จะพอเป็นโอกาสให้เราได้ออกไปเปิดหูเปิดตา และเพื่อทำตามฝันตัวเอง พี่เลยไม่ยอมทิ้งโอกาสนี้ เพราะถ้าช้ากว่านี้ ประตูก็อาจปิดตายสำหรับเราแล้วก็ได้

 

ที่สำคัญไม่มีใครแก่เกินเรียน และมันก็ทำให้พี่ได้พิสูจน์ให้เห็นกับตาแล้วเมื่อมาอยู่ที่นี่ เพราะพี่สามารถกลมกลืนเข้ากันได้ดีกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่มีอายุระหว่าง 21-28 โดยไม่มีช่องว่างระหว่างวัยเลยสักนิด แถมยังสนุกสนานกับการเรียนมากกว่าการเรียนภาษาที่เมืองไทยจนแทบไม่ต้องนำมาเปรียบเทียบกันให้เสียเวลา

 

ก่อนหน้านี้ด้วยอาชีพการงานของเรา ทำให้เราได้มีโอกาสไปต่างประเทศอยู่บ้าง แรกทีเดียวก็เคยสงสัยว่าทำไมคนเค้าถึงชอบเดินทางไปต่างประเทศ ไปเที่ยวต่างประเทศกันนัก แพงจะตาย ประเทศเราก็มีที่ให้เที่ยวเยอะแยะ แต่หลังจากพี่มีโอกาสได้ไปต่างประเทศครั้งแรก ทำให้พี่เปลี่ยนความคิดทันที

 

Joe at a fancy dress partyประเทศแรกที่พี่ได้ไปคือจีน แล้วก็ตามด้วยอเมริกา เกาหลี มาเก๊าท์ ญี่ปุ่น และ เนปาล มันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายสิ่งอย่างที่เราไม่เคยรู้ แค่ประสบการณ์บนเครื่องบิน วินาทีที่เหยียบแผ่นดินประเทศอื่น และทุกสิ่งอย่างที่เราได้เห็น ได้ยิน สังเกตได้ ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม จารีตประเพณี วิถีชีวิตผู้คน ฯลฯ มันล้วนเป็นประสบการณ์ทำให้เราได้เรียนรู้ และแน่นอนที่สุดมันช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เราเห็นในสิ่งที่ดีกว่าประเทศเรา รับรู้ในสิ่งที่แย่กว่าประเทศเรา เห็นความเจริญ เห็นความด้อยพัฒนา ทุกอย่างล้วนเป็นมุมมองที่แปลกใหม่และมันเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก และมันคุ้มกับเงินที่จ่ายไปถ้าเรารู้ว่าเราได้อะไรจากมันจริงๆ

 

แล้วครอบครัวว่ายังไงบ้างครับ ตอนที่พี่โจ้บอกว่าจะไปเรียนที่อังกฤษ
- กับทางบ้านที่เมืองไทย ถ้าบอกว่าไม่คิดถึงก็คงว่าโกหกเนอะ 555 แน่นอนพี่คิดถึงลูก คิดถึงแม่ และญาติพี่น้อง รวมถึงเพื่อนๆอีกตั้งเยอะ แต่ด้วยเทคโลโลยีสมัยนี้มันทำให้เราห่างกันแค่นิดเดียว พี่ยังคุยกับลูก กับแม่ ผ่านทางสไกป์บ้าง แทงโก้บ้าง ไลน์บ้าง แถมเรายังได้เห็นความเคลื่อนไหวซึ่งกันและกันผ่านทางเฟซบุ๊กอีก ต่างหาก บางครั้งก็แชทผ่านทางไลน์ และเฟซบุ๊ก อย่างล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา พี่ก็สไกป์ร่วมร้องเพลง HBD ฉลองวันเกิดลูกสาว คุณแม่ และน้องสาวที่เกิดเดือนเดียวกัน มีญาติพี่น้องมากันเต็มบ้านเหมือนเดิม แม้มันจะไม่ใช่บรรยากาศจริงๆ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราไม่รู้สึกว่าห่างกันมากเหมือนสมัยก่อน แค่นี้ก็แฮปปี้แล้วสำหรับคนบ้านไกล ^_^

 

เห็นด้วยเลยครับ ตอนนี้เทคโนโลยีพวกนี้ช่วยย่อโลกลงมาได้มากจริงๆ ทำให้เราไม่รู้สึกห่างกันไกลเหมือนเมื่อก่อน
แล้วพอตัดสินใจว่าจะไปเรียนภาษาที่อังกฤษ พี่โจ้ได้หาข้อมูลเพิ่มเติมยังไงบ้างครับ
- แรกทีเดียว พอตัดสินใจว่าเราอยากเริ่มหาที่เรียนภาษาที่ต่างประเทศก่อน คุณแม่ก็สนับสนุนเพราะเห็นว่าถ้าอยากเรียนให้พูดได้จริงๆต้องไปเรียนต่างประเทศ เพราะเราได้ใช้ภาษาเค้าในชีวิตประจำวัน ซึงเวิร์คกว่าเยอะ ตอนนั้นคุณแม่แนะนำให้ไปออสเตรเลีย เพราะคาใช้จ่ายถูกหน่อย และหางานทำได้ง่าย แต่เราประมาณว่าดื้อมากกกกก ^_^ บอกว่ายังไงก็ขอไปอังกฤษ จะเรียนภาษาทั้งทีก็ขอไปที่ที่มันเป็นต้นตำรับดีกว่า และเนื่องากตอนนั้นยังทำงานอยู่ ไม่มีเวลาดูเน็ตเอง บวกกับคุณแม่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษมาทั้งชีวิต และเคยมีประสบการณ์ไปเป็นอาจารย์แลกเปลี่ยนต่างประเทศมาหลายหน ก็เลยให้คุณแม่ช่วยมองๆให้ว่ามีที่ไหนบ้างที่น่าสนใจ

 

ถ้าอย่างนั้นพี่โจ้มารู้จักกับ Advice For You ได้ยังไงครับ
- คุณแม่ก็ช่วยหาจากเอเยนซี่ในอินเตอร์เน็ท แล้วก็จดให้มาอยู่ 2 ที่ คือที่ Advive For You กับอีกที่นึง จำไม่ได้แล้วว่าที่ไหน แต่สุดท้ายก็ตกลงว่าเลองมาดูที่ Advive For You ก่อน เพราะไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ แถมคุณแม่ก็โทร.มาถามให้รอบนึงแล้วว่าเค้าจำกัดอายุคนเรียนมั้ย วีซ่าจะผ่านให้กับนักเรียนอายุ 40 อัพ หรือเปล่า และก็ได้รับคำตอบว่าให้ลองเข้ามาคุยในรายละอียดก่อน แต่ก็มีบางเคสที่สามารถไปได้ ก็เลยตัดสินใจเข้าไปคุยโดยมีคุณแม่กับลูกสาวไปเป็นเพื่อน

 

แล้วเพราะอะไรถึงไว้ใจเลือก Advice For You เป็นที่ปรึกษาและคอยดูแลในเรื่องการเรียนต่อต่างประเทศของพี่โจ้ละครับ
- จำได้ว่าพอเดินเข้าไปปุ๊บ น้องเปียก็เดินเข้ามาทักทายและคิดว่าพี่จะมาหาข้อมูลให้ลูกสาว แต่พอบอกว่าคนจะไปเป็นพี่ จำได้ว่าน้องเปียชะงักไปนิดนึง 555 แต่ก็ให้ข้อมูลการเตรียมตัวที่ดีมากๆ มีการแนะนำหลายสิ่งอย่าง รวมทั้งเขียนไทม์ไลน์ให้ด้วยว่าต้องทำอะไรเมื่อไหร่ เพราะพี่ด้วยความเป็นนักข่าวเนอะ ก็ขี้สงสัย ไม่รู้อะไรก็ถาม จำได้ว่าถามเยอะมาก เช่นพี่บอกว่าถ้าพี่มีแผนจะเดินทางเดือนนั้นเดือนนี้ พี่ต้องเริ่มนับหนึงจากอะไร และวันไหน น้องเปียก็ความอดทนเป็นเลิศ 555 เขียนตารางให้เสร็จสรรพ พี่อยากทำงานพาร์ทไทม์ด้วย น้องเปียก็แนะนำว่าพี่ต้องยื่นเรียนติว IELTS ช่วงไหน เลือกวันสอบวันที่เท่าไหร่ของเดือนอะไร ต้องสมัครเรียนเมื่อไหร่ ยื่นวีซ่าอย่างช้าที่สุดวันอะไร เดือนอะไร รวมถึงต้องทำ Statements รอล่วงหน้าตั้งแต่เดือนที่เท่าไหร่ ใช้เวลากี่วัน

 

Joe at the Royal Observatory, Greenwichเรียกว่าพี่เดินกลับบ้านพร้อมกับตารางสอนก็ว่าได้ 555 แล้วก็ไม่เพียแค่ปรึกษาวันเดียว แต่พี่ทั้งโทร.หา และส่ง message ผ่านทางเฟซบุ๊กอีกหลายรอบ จนแอบคิดในใจว่าน้องเค้าคงบ่นน่าดูว่ายัยพี่คนนี้ช่างถามจริงๆ ^_^ ก็สรุปว่าประทับใจมากกับที่นี่ เพราะดูแลเราอย่างดีตั้งแต่วันที่เราไปขอคำแนะนำ แม้กระทั่งเรามาอยู่ที่นี่แล้วก็ยังไม่ทิ้ง ยังช่วยแนะนำการหางานให้ จนได้ทำงานในวันที่ 4 ของการมาอยู่ลอนดอน คิดไม่ผิดที่เลือกมาขอคำแนะนำที่นี่ เลยอยากแนะนำว่าถ้าไม่รู้จะหาข้อมูลที่ไหนลองเข้ามาคุยกับน้องๆ หรือพี่ๆที่ Advice For You ดู พี่เองก็แนะนำน้องที่รู้จักมาหลายคนแล้วค่ะ

 

การใช้ชีวิตในอังกฤษเป็นยังไงบ้างครับ แตกต่างจากความเป็นอยู่ในเมืองไทยมากมั๊ยครับ
- มาอยู่ลอนดอนมีเรื่องสนุกๆ ตื่นเต้น มีเรื่องให้ได้ผจญภัยตั้งแต่วันแรกที่มาถึงกระทั่งวันนี้ ทุกอย่างยังคงเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ จนต้องบอกกับตัวเองวันละหลายรอบว่าคิดไม่ผิดที่ฝันจะมาที่นี่ และทำตามฝันได้สำเร็จ มีทั้งการผจญภัยในรถไฟใต้ดิน หรือ Underground หรือที่คนที่นี่เรียกกันสั้นๆว่า Tube เรียกว่าหลงไปหลงมาอยู่หลายรอบจนตอนนี้ดูแผนที่ทูบเป็น ไปไหนมาไหนด้วยทูบเป็นเรื่องขี้ประติ๋ว จากนั้นก็เปลี่ยนมาผจญภัยโดยรถเมล์ หรือบัสต่อ ด้วยอาศัยเจ้า Google Map บนมือถือ พาไปโน่นมานี่ แม้จะหลงๆ งงๆกับทิศทางอยู่บ้างแต่ก็สนุกดี

 

การใช้ชีวิตที่นี่นอกจากมีเรื่องผจญภัยเยอะแยะแล้ว ยังต้องผจญกับอากาศซึ่งเราไม่ชินเอาเลย แต่ยังดีหน่อยที่ได้มาที่นี่ก่อนจะเข้าหน้าหนาว ยังพอได้วอร์มร่างกายไว้แล้วบ้าง และก็ถือเป็นโชคดีอีกเหมือนกันที่หาบ้านพักเป็นลักษณะ Flatshare อยู่กับน้องๆนักเรียนไทยที่อยู่ที่นี่ อยู่แบบสบายๆ ได้บ้านที่สามารถไปโรงเรียนและร้านอาหารที่เราทำงานพาร์ทไทม์ได้สะดวกมาก มีป้ายรถเมล์อยู่หน้า Flat พอดี

 

การกินการอยู่ที่นี่ เนื่องจากพี่เป็นคนไม่ชอบอาหารฝรั่งเป็นทุนอยู่แล้ว เราก็อาศัยขอที่เราเตรียมมาจากเมืองไทยบ้าง แล้วก็กินที่ร้านอาหารที่เราทำงาน เพราะเค้าจะมีอาหารเลี้ยงพนักงานก่อนเวลาเริ่มงาน ซึงนักเรียนไทยส่วนใหญ่มักจะหางานพาร์ทไทม์ทำที่ร้านอาหารไทย เพราะอย่างน้อยก็ประหยัดค่าอาหารได้มื้อนึง แถมได้กินอาหารไทยอีกต่างหาก

 

ถ้าสนใจ...ติดตามเรื่องเล่าจากลอนดอนเพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ https://www.facebook.com/thanitaya พี่เป็นคนชอบเขียนโน่นนี่ มีอะไรก็จะเล่าเป็นระยะ เป็นทั้งบันทึกส่วนตัวและแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆและคนรู้จักได้เห็นหลายแง่มุมจากการสะท้อนของเรา

 

แล้วตอนนี้ทักษะภาษาของพี่โจ้เป็นยังไงบ้างครับ พัฒนาขึ้นจากตอนที่อยู่เมืองไทยมากไหมครับ
- พี่คิดว่าพี่สามารถพูดได้คล่องกว่าเดิม กล้าพูด โดยไม่กลัวผิดไวยากรณ์ เวลาเราพูดผิดครูที่นี่จะคอยปรับให้เรา พี่รู้สึกสนุกที่ได้ไปเจอเพื่อนๆต่างชาติในห้องเรียนทุกวัน บางวันได้มีโอกาสไปปาร์ตี้ ไปเที่ยววันฮัลโลวีนแบบฝรั่ง มันบังคับให้เราต้องพูดไปโดยปริยาย เราได้พูดคุยกับเพื่อนต่างชาติ เรายังได้เรียนรู้ประเทศเค้าไปในตัวด้วย พร้อมๆกับพูดถึงประเทศเราให้เค้าฟังการฝึกแลกเปลี่ยนความเห็นมันทำให้เราไม่คิดมาก่อนว่าเราสรรหาคำพูดเหล่านี้มาได้อย่างไร 555

 

ที่สำคัญในชีวิตประจำวันเราต้องติดต่อกับคนอื่นมากมาย ได้ยิน ได้ฟังภาษาอังกฤษเกือบตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะอยู่บนรถบัส ทูบ หรือเดินอยู่ อย่างน้อยเราต้องใช้ภาษาในการติดต่อเรื่องสำคัญๆ เช่น ธนาคาร เจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ซื้อของกินของใช้ รวมถึงบอกความต้องการของเรากับพนักงานในร้านโทรศัพท์มือถือ ทั้งเรื่องซิมการ์ด และเรื่องการเติมเงิน หรือค่าใช้จ่ายรายเดือน ฯลฯ ไม่นับการดูทีวี ดูภาพยนตร์ ข่าวสารบ้านเมือง โดยเฉพาะข่าวพยากรณ์อากาศ ซึงพลาดไม่ได้ เพราะมันจะทำให้เราได้เตรียมตัวก่อนออกเดินทางในวันต่อไป

 

Joe and friends outside schoolสุดท้าย อยากให้ฝากคำแนะนำสำหรับน้องๆที่กำลังคิดจะไปเรียนต่อต่างประเทศหน่อยครับ
- จริงๆแล้ว การเรียนต่างประเทศ ไม่ใช่แค่การเรียนภาษา หรือเรียนต่อในระดับปริญญาอย่างเดียว แต่มันหมายถึงการพัฒนาตัวเอง การเรียนรู้การใช้ชีวิต การเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เป็นพลเมืองของโลก ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึง ประสบการณ์ต่างแดนมันสอนให้เรารู้ว่าคุณควรปรับตัวอย่างไร ทำอย่างไรเราถึงจะมีชีวิตรอดได้อย่างดีในทุกสถานการณ์ที่เราเจอ มันเป็นโอกาสที่เราจะได้เปิดโลกทัศน์ เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันนี้โลกแคบลงทุกวัน เรามีการติดต่อสื่อสารจากซีกโลกหนึงไปยังอีดซีกโลกหนึงด้วยเวลาเพียงนิดเดียว หลายสิ่งหลายอย่างเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เราต้องเรียนรู้ เรียนรู้ความแตกต่างทางเชื้อชาติ สัญชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจารีตประเพณี เพื่อให้เราได้เข้าใจโลกมากกว่าที่เคย

 

ถ้าคุณมีโอกาส ถ้าคุณพร้อมและมีใจเป็นนักสู้ในตัว กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และชอบอะไรที่ท้าทาย จงอย่าได้พลาดเมื่อโอกาสมาถึงมือ อย่าคิดว่ายาก อย่าคิดว่าทำไม่ได้ เพราะไม่มีใครทำอะไรเป็นตั้งแต่เกิด

 

อายุไม่ใช่อุปสรรค อีกต่อไป ตราบเท่าที่คุณยังอยากจุดประกายและไฟฝันในตัวคุณ

 

สำหรับวันนี้ Advice For You ต้องขอขอบพระคุณพี่โจ้มากๆสำหรับบทสัมภาษณ์ที่ให้ข้อคิด และแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ และเป็นประโยชน์แก่น้องๆที่สนใจจะไปเรียนต่อต่างประเทศมากๆเลยละครับ ขอบคุณครับ


Students - Student Zone