เริ่มต้นด้วยการเช็คเงื่อนไขและข้อมูลของสายการบินที่น้องๆจะไปให้ดี ว่ามีข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำสัมภาระขึ้นเครื่องอย่างไร สายการบินส่วนใหญ่ที่มีเส้นทางการบินจากประเทศไทย ไปสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา อนุญาตให้ผู้เดินทาง สามารถนำกระเป๋าเดินทางไปได้รวม 3 ใบ โดย 2 ใบ เป็นกระเป๋าที่โหลดเข้าใต้ท้องเครื่อง น้ำหนักไม่เกิน 23 กก. หรือ 30 กก.  แล้วแต่ข้อกำหนดของสายการบิน ส่วนอีกใบเป็นกระเป๋าที่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องไปได้ บางสายการบินอาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขนาดของกระเป๋าด้วย โดยน้องๆควรเก็บเอกสารสำคัญต่างๆ ไว้ในกระเป๋าที่ติดตัวขึ้นเครื่องนะคะ  เช่น ตัวอย่างเช่น หนังสือเดินทางที่มีผลวีซ่าอเมริกา, เอกสาร I-20 จากทางโรงเรียน, เอกสารเกี่ยวกับที่พัก,  หนังสือรับรองต่างๆ และเอกสารอ้างอิงอื่นๆ ที่เป็นเอกสารสำคัญในการทำเรื่องเรียนต่ออเมริกา เป็นต้นคะ

stat lib flag

 

tsa master lockซึ่งการจัดกระเป๋าเดินทาง เรื่องนึงที่ควรรู้ไว้ก็คือ ปกติการเดินทางเข้าไปในสหรัฐอเมริกา จะไม่ได้รับอนุญาตให้ล็อคกระเป๋าเดินทาง หากต้องการจะล็อคกระเป๋า ควรใช้กุญแจที่ได้รับการอนุญาตจาก TSA เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดขาที่มีห่วงซิปข้างหนึ่งพร้อมกุญแจทิ้งโดยเจ้าหน้าที่ตรวจกระเป๋าเดินทางของสหรัฐอเมริกา เพื่อสุ่มตรวจสิ่งของที่จัดอยู่ในกระเป่าเดินทาง กุญแจ TSA สามารถหาซื้อได้ที่สนามบิน หรือตามร้านขายกระเป๋าเดินทาง ราคากุญแจ TSA จะมีราคาแพงกว่าราคากุญแจทั่วๆไป (แต่ถ้าใครเสียดายเงินค่ากุญแจ TSA แต่ก็ไม่อยากจะปลดล็อคกระเป๋าเพราะกลัวของหาย อยากจะเสี่ยงดวงล็อกกระเป๋าขึ้นเครื่องไปก็ไม่ว่ากันคะ เพราะเค้าก็ไม่ได้จะสุ่มตรวจทุกใบ)

ส่วนพวกข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ แน่นอนว่าถ้าซื้อไปเองจากเมืองไทยจะถูกกว่าไปซื้อที่อเมริกา แต่น้องบางคนนึกอะไรได้เลยจับยัดลงไปซะหมด พอไปโหลดขึ้นเครื่อง กลายเป็นว่าน้ำหนักเกินซะยังงั้น ต้องเสียเงินค่าสัมภาระเพิ่มเติมแพงกว่าไปซื้อของใหม่ที่นู่นอีกนะคะ พี่แนะนำให้น้องๆทดลองชั่งน้ำหนักกระเป๋าเดินทางดูเองที่บ้านให้พอดีก่อนขึ้นเครื่องนะค่ะ

pack suitcaseเทคนิคการจัดกระเป๋าที่พี่อยากจะแนะนำคือควรวางเสื้อผ้าไว้ข้างล่างก่อน แล้วค่อยนำเครื่องใช้ไฟฟ้า ของอิเลคทรอนิคส์ต่างๆ วางทับไว้อย่างเป็นระเบียบ แล้วนำเสื้อผ้ามาวางทับอีกครั้งนึง อย่าจัดวางของต่างๆอย่างไม่เป็นระเบียบ เพราะจะทำให้เครื่องตรวจจับเอ็กซเรย์ทำงานลำบาก จะทำให้เราเสียเวลาและอาจจะต้องเปิดกระเป๋าให้เค้าดู ส่วนพวกเสื้อหนาว เสื้อโค้ด เสื้อแจคเกตให้ใส่ไว้ในกระเป๋าที่โหลดเข้าใต้ท้องเครื่องคะ และอย่านำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ใส่ไปในกระเป๋าเดินทาง ที่ต้องโหลดเข้าไปไว้ใต้ท้องเครื่องบิน เช่นโน้ตบุ้ค,  เครื่องเล่นเกม, เครื่องเล่นซีดี/ดีวีดี, กล้องถ่ายรูป/วีดีโอ ให้เก็บไว้ในกระเป๋าที่เรานำติดตัวขึ้นเครื่องนะคะ และของใช้ประเภทเจล, ของเหลว และผลิตภัณฑ์ที่บรรจุเป็นกระป๋องสเปรย์ สามารถพกติดตัวขึ้นไปได้ อย่างละไม่เกิน 3 ออนซ์  และต้องบรรจุในถุงพลาสติคใส ซิปล็อค ขนาดประมาณ 7"x7" คะ

ของใช้ประเภทเจลหรือของเหลวที่นำติดตัวขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 3 oz. ยกตัวอย่างดังนี้ ครีม, โลชั่น, ยาในรูปครีม ครีมกันแดด, ลิปสติค, ลิปกลอส, เจลใส่ผม, ยากันยุงแบบน้ำหรือแบบสเปรย์, ยาดับกลิ่นแบบลูกกลิ้งหรือสเปรย์ ของอื่นที่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องได้ก็มี ที่ตัดปลายซิการ์ ที่เปิดจุกคอร์ก ไขควงจิ๋วสำหรับซ่อมแว่นตา ไม้ขีดแบบเป็นเล่มหนึ่งเล่ม (ถ้าเป็นกล่อง ต้องใส่กระเป๋าเดินทาง)

ของอื่นที่ห้ามนำติดตัวขึ้นเครื่อง คือ มีด คัตเตอร์ ที่ตอกน้ำแข็ง ใบมีดโกน กรรไกร (ยกเว้น กรรไกรปลายมน ยาวไม่เกินสี่นิ้ว) ดาบ กริช ไม้ตีเบสบอล คันธนูและลูกธนู ไม้ตีคริกเก็ต ไม้กอล์ฟ ไม้คิวบิลเลียด ไม้สกี กระสุนปืน ปืน พลุ อาวุธสงครามทุกชนิด ขวาน ฆ้อน ชะแลง ไขควง ประแจ สนับมือ สเปรย์พริกไทย ปืนช็อตไฟฟ้า คลอรีนสำหรับใช้ใส่สระว่ายน้ำ อุปกรณ์ดับเพลิง น้ำยาฟอกขาว ถ่านไฟฉาย สีสเปรย์ แก๊สน้ำตา แผ่นรองรองเท้าแบบมีเจล เทียนเจล ลูกโลกที่มีหิมะ ฯลฯ ซึ่งน้องๆสามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งของที่ห้ามนำเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาต่อได้ ที่นี่ คะ

เอาละ เกริ่นคร่าวๆกันมาพอสมควรแล้ว เรามาเริ่มจัดกระเป๋ากันเลยดีกว่าคะ

เสื้อผ้า/เสื้อกันหนาว

suitแน่นอนว่าเป็นสิ่งของที่ขาดไม่ได้เลย ที่ขอแนะนำเป็นอย่างแรกเลยคือ ชุดสูทสากลไปด้วย สำหรับงานพิธีการต่างๆ โดยเฉพาะน้องๆที่เรียนด้าน MBA หรือเกี่ยวกับสายธุรกิจ ซึ่งจะต้องมีการพรีเซนต์งานหน้าชั้นเรียนแน่นอน รวมทั้งเสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงผ้าดำไว้เผื่อทำงานร้านอาหาร/สมัครงาน ต่อมาก็คือชุดประจำชาติ เอาไว้สำหรับใส่ร่วมงานที่แสดงความเป็นไทย น้องผู้ชายอาจเป็นชุดราชปะแตน ส่วนน้องผู้หญิงอาจจะใส่ชุดไทยประยุกต์คะ หรือพวกผ้ามัดย้อมหรือผ้าบาติค หรือชุดผ้าไหม อาจจะดูเชยในบ้านเรา แต่ถ้าเอาไปใส่ที่นู่น รับรองว่าโดดเด่นแน่ๆคะ

เสื้อกันหนาวประเภท Overcoat/Jumper/Jacket เป็นอะไรที่เปลืองเนื้อที่กระเป๋ามาก เอาไปแค่ตัวเดียวก็พอ แล้วค่อยไปหาซื้อเพิ่มที่อเมริกาจะดีกว่าคะ เพราะราคาไม่แพงมากและคุณภาพดีกว่าด้วย แถมมีแบบให้เลือกมากกว่าที่ไทยแน่นอน และเรายังจะได้ใส่เสื้อผ้าแบบที่กำลังเป็นที่นิยมที่อเมริกาด้วยคะ (เวลาอยู่ที่นู่นนี่พี่บอกได้เลยว่าอันไหนที่เราเอามาจากไทยนี่ สไตล์จะต่างกันมากๆเลย)

ส่วนเสื้อผ้าอื่นๆ ไม่ต้องเอามาเยอะคะ ไปหาซื้อเอาใหม่ที่อเมริกาก็ได้ เพราะเสื้อผ้าที่นี่ไม่แพงอย่างที่คิด ยิ่งถ้าไปซื้อตามร้าน Outlet จะยิ่งราคาถูก ส่วนเรื่องไซส์ก็ไม่ต้องกลัวคะว่าจะไม่มีไซส์สำหรับคนตัวเล็ก เพราะที่อเมริกาคนเอเชียเยอะ และฝรั่งก็ใช่ว่าจะตัวใหญ่กันซะทุกคน แต่ถ้าน้องๆคนไหนที่ไปเรียนอเมริกาในช่วงหน้าร้อน ที่อเมริกาจะร้อนพอๆกับเมืองไทยเลยคะ บางวันก็ร้อนมากจนน้องๆผู้ชายสามารถใส่เสื้อกล้าม หรือน้องผู้หญิงใส่สายเดี่ยวได้สบาย น้องๆที่ไปเรียนในช่วงนี้ ให้เตรียมเสื้อผ้ามาจากเมืองไทยได้เลยคะ เพราะที่นี่เสื้อผ้าหน้าร้อนจะแพงมาก (แต่อย่านำพวกเสื้อผ้าแบรนด์เนมปลอมไปนะคะ เพราะที่อเมริกาจะเข้มงวดเรื่องลิขสิทธิ์มาก อาจติดตม. ได้คะ) โดยเฉพาะเสื้อยืด กางเกงขาสั้นที่นี่ราคาแพงมาก แถมดีไซน์ก็ไม่สวยงามเหมือนที่บ้านเราด้วยคะ ส่วนใครที่ไปแถว Seattle อาจจะต้องเตรียม Rain Jacket และร่มไปด้วยคะ ซึ่งร่มนี่แนะนำให้ไปหาซื้อที่นู่นนะคะ เพราะร่มของไทยจะไม่แข็งแรงพอที่จะต้านแรงลม ส่วน Rain Jacket สามารถหาซื้อไปจากเมืองไทยได้เลยคะ เพราะยี่ห้อดังๆ เช่น Northface, Jack Wolfskin หรือ Columbia ผลิตในเมืองไทยเราก็มี หาได้ตามร้านเสื้อผ้า Export ทั่วไปนะคะ

winter fashion

ชุดชั้นใน/กางเกงใน

แนะนำให้ซื้อมาจากเมืองไทยเลยคะ ที่นั่นจะแพงมาก และไซส์ใหญ่มาก น้องๆที่ตัวเล็กทั้งชายและหญิงจะหาซื้อลำบากคะ ข้อระวังสำหรับชุดชั้นในที่เอามาจากเมืองไทย ซักแล้วห้ามนำไปอบเด็ดขาดคะ  เพราะจะหดใส่ไม่ได้  แนะนำให้ซักด้วยมือ แล้วตากแดดอย่างเดียวเท่านั้น (ถ้าไปหน้าหนาวก็ต้องรอให้แห้งเองนะคะ)

เครื่องประดับ

สำหรับน้องๆผู้หญิงที่รักสวยรักงาม ที่นี่จะราคาแพง แถมดีไซน์ยังสู้ในเมืองไทยเราไม่ได้ด้วยซ้ำ แนะนำให้เตรียมมาจากเมืองไทยเลยคะ ของพวกนี้ไม่กินเนื้อที่และไม่หนักมาก จัดเต็มได้เลย

knitted scarf and hat setsหมวก/ผ้าพันคอ/ที่ปิดหู

ซื้อมาจากเมืองไทยเลยก็ได้คะ อาจจะเป็นหมวกแก๊ปธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าไปหน้าหนาวก็แนะนำให้เอาหมวกไหมพรมไปด้วย ส่วนผ้าพันคอจะใช้แค่ช่วงหน้าหนาวเท่านั้นแหละ ถ้าไปเรียนอเมริกาช่วงนี้พอดีก็เอาติดไปด้วยซักผืน เลือกที่หนาๆหน่อย ส่วนที่ปิดหูเอาติดไปด้วยก็ไม่เสียหายคะ

ถุงเท้า/ รองเท้า

ถุงเท้าเป็นอีกหนึ่งของจำเป็นเพราะที่นี่เป็นเมืองหนาว ต้องใส่ถุงเท้าตลอดเวลา อาจจะซื้อถุงเท้าแบบหนาธรรมดาจากไทยมาส่วนหนึ่ง ส่วนถุงเท้าหนาหรือถุงเท้า wool ที่ไว้ใส่หน้าหนาวโดยเฉพาะ ให้ไปซื้อที่นู่นดีกว่าคะ เพราะมีขายเยอะ และไม่แพง ส่วนรองเท้าให้เอาไปจากไทยเลย เพราะจะถูกกว่าซื้อที่อเมริกา ควรจะมีรองเท้าหนังมาด้วยซักคู่สำหรับใส่ออกงาน และรองเท้าผ้าใบ เพราะที่นี่จะเดินกันค่อนข้างเยอะ และอากาศเย็น ใส่รองเท้าผ้าใบสบายกว่า ส่วนน้องๆผู้หญิงที่อยากจะใส่บู้ทหรือรองเท้าส้นสูง ไปซื้อที่นู่นจะดีกว่าคะ ไม่ต้องเอาไปจากเมืองไทยนะเพราะเปลืองที่ ยิ่งเป็นรองเท้าส้นสูงที่ซื้อจากไทย ไม่ใช่รองเท้ามียี่ห้อ พวกนี้จะไม่ค่อยทนคะ อย่างที่บอกว่าที่อเมริกาจะเดินกันเยอะ จะพังเร็วมาก แนะนำให้ไปซื้อรองเท้าที่นู่นเอา โดยเฉพาะรองเท้าบู้ทที่นู่นมีแบบให้เลือกเยอะมาก และสวยๆทั้งนั้นแถมไม่แพงด้วยเพราะคนเค้านิยมบูทกันนะ ส่วนรองเท้าเดินในห้อง ซึ่งจำเป็นต้องใส่เพราะที่อเมริกาอากาศหนาว พื้นจะเย็น ให้ไปหาซื้อที่นู่นเอาก็ได้คะ เพราะถูกมากและจะหนากว่าที่ขายในเมืองไทย ส่วนรองเท้าแตะให้นำมาจากเมืองไทยเลยคะ เพราะรองเท้าแตะที่นี่แพงมาก และไม่สวยเอาซะเลย

คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค/โทรศัพท์มือถือ/เครื่องใช้ไฟฟ้า

ระบบไฟฟ้าที่สหรัฐอเมริกาเป็นแบบ 110 โวลต์ ในขณะที่ประเทศไทยเป็นแบบ 220 โวลต์ ดังนั้นหากต้องการจะนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไทยไปใช้ที่สหรัฐอเมริกา หรือจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกากลับมาใช้ที่เมืองไทย ควรเลือกแบบที่มีตัวแปลงค่ากระแสไฟฟ้า (Adapter) ที่มีค่าระหว่าง 110-220 โวลต์ เพื่อให้สามารถใช้ได้ทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ปลั๊กไฟที่ใช้ในสหรัฐอเมริกายังมีรูปลักษณะที่แตกต่างจากเมืองไทยคือมี 3 รู จึงควรเตรียมปลั๊กพ่วงไปด้วย

laptopsแน่นอนว่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะนอกจากจะนำมาใช้ในการเรียนแล้วยังใช้ในการติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนๆที่เมืองไทยอีกด้วย ซึ่งส่วนมากที่พักที่อเมริกาจะมีอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายให้ใช้กันอยู่แล้ว พี่แนะนำให้ใส่ไว้ในกระเป๋า carry on (กระเป๋าที่เรานำขึ้นเครื่อง) แต่ถ้าใครยังไม่มีโน้ตบุ้คและคิดจะซื้อ แนะนำให้ไปซื้อที่นู่นเลยจะถูกกว่ามากกกกกคะ (แต่น้องควรจะมีความรู้เรื่องการเลือกคอมพิวเตอร์และการติดตั้งโปรแกรมเองนะคะ พื้นฐานภาษาก็ควรจะดีในระดับนึง เวลาไปเลือกซื้อจะได้สอบถามกับคนขายได้ แต่ถ้าใครไม่มั่นใจก็เอาไปจากเมืองไทยเลยดีกว่าคะ) และอย่าลืมพวกแผ่นโปรแกรม เพราะถ้าเกิดคอมพิวเตอร์มีปัญหาต้องลงโปรแกรมใหม่ขึ้นมา แผ่นโปรแกรมที่อเมริการาคาแพงและไม่มีแผ่นก็อปปี้ขายเหมือนบ้านเรานะคะ (แต่ถ้าใครสามารถซื้อเแผ่นลิขสิทธิ์ใช้ได้ พี่ก็สนับสนุนให้ใช้ของแท้นะคะ) แต่อย่าเอาแผ่นที่สกรีนลาย หรือมีหน้าปกนะคะ ให้ไรท์ใส่แผ่นเปล่าหรือก็อปปี้ลง External Drive ก็ได้คะ ป้องกันตอนถูกตรวจ

ส่วนโทรศัพท์มือถือและที่ชาร์จ ที่อเมริกานั้นจะใช้คลื่นความถี่หรือสัญญาณที่ 850 MHZ และ 1900 MHZ กรณีที่มือถือของน้องๆๆเป็นแบบ Quad band ก็อาจจะติดตัวมาก็ได้คะ แต่ถ้าเป็น Tri Band นี่ใช้ไม่ได้นะคะ ไปซื้อเอาใหม่ที่นู่นเลย โดยเฉพาะรุ่นแพงๆ เช่น iPhone ซื้อที่อเมริกาถูกกว่าคะ ซึ่งก็มีทั้งแบบซื้อเฉพาะเครื่องกับซื้อแบบติดสัญญา อย่างไรก็ตามถ้าน้องๆจะไปเรียนประมาณปีหรือสองปีเป็นอย่างน้อย พี่แนะว่าซื้อแบบรายเดือนติดสัญญาไปเลยจะดีกว่าคะ (อ่านรายละเอียดของสัญญาก่อนนะครับ บางผู้ให้บริการถ้าใช้ไม่ครบสัญญาต้องเสียค่าปรับด้วย) แต่ถ้าไปไม่ถึงปีแนะนำให้ใช้แบบเติมเงินคะ

ส่วนใครที่มี พวก Talking Dictionary ก็แนะนำให้เอาไปด้วยคะ จะช่วยได้มากสำหรับคนที่ยังไม่เก่งภาษาอังกฤษ ส่วนกล้องดิจิตอล ถ้าใครชอบเล่นกล้องจะเอาไปด้วยก็ได้ แต่ถ้าแค่อยากถ่ายภาพเฉยๆ จะใช้กล้องมือถือก็ได้คะ

whole foods marketอาหาร เครื่องครัว เครื่องปรุง

ก่อนอื่นบอกไว้ก่อนว่าพวกเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากหมู ไก่ วัว เช่นพวกโจ๊กคนอร์, คนอร์ก้อน หรือมาม่ารสหมูสับก็ไม่ได้นะคะ (แต่เนื้อปลาและผลิตภัณฑ์จากเนิ้อปลานำเข้าไปได้คะ) รวมถึงพวกเมล็ดพันธ์พืชและผัด ผลไม้สดทุกชนิดนะคะ (พวกมะม่วงกวน เมล็ดทานตะวันอะไรแบบนี้ได้คะ) ถ้าเค้าตรวจเจอ ก่อนอื่นเค้าจะโยนทิ้งก่อน จากนั้นอาจจะปรับน้องๆด้วยค่ะ ส่วนพวกขนมกินเล่น เครื่องแกง และอาหารแปรรูปต่างๆ พวกนี้นำเข้าไปได้ แต่ก็สามารถหาซื้อที่อเมริกาได้หมดเลยคะ ปลาร้า กะปิ พริกแกง มาม่า ปลากระป๋อง หาซื้อได้ตามเอเชี่ยนซูเปอร์มาร์เก็ต หรือซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ เช่น Safeway, Whole Foods อาหารไทยหากินได้ไม่ยากคะ ราคาไม่ได้แพงมาก แต่ถ้าทำกินเองได้ ก็จะประหยัดกว่าทานตามร้านอาหารไทยมาก

ของใช้ในห้องน้ำ/เครื่องนอน

พวกยาสีฟัน แปรงสีฟัน ครีมล้างหน้า สบู่ แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่มสามารถหาซื้อที่นู่นได้เช่นกันคะ ไม่แพงมาก เตรียมมาแค่พอใช้ในช่วงแรกๆก็พอคะ แต่ถ้าใครเป็นคนติดหมอนข้าง ต้องเตรียมไปเองนะคะ เพราะที่อเมริกาไม่มีหมอนข้างขาย เพราะคนอเมริกาไม่นิยมนอนกอดหมอนข้างกันคะ แนะนำให้นำหมอนข้างแบบสูญญากาศเพราะจะได้ไม่เปลืองพื้นที่กระเป๋าเรา

เครื่องสำอางค์/ครีมบำรุงผิว

ก็สามารถหาซื้อที่นู่นได้ ยิ่งเป็นเครื่องสำอางเคาเตอร์แบรนด์ของฝรั่ง ซื้อที่นู่นจะถูกกว่าซื้อที่ไทยอีกคะ แต่ถ้าเป็นแบรนด์ญี่ปุ่น เกาหลี บางแบรนด์อาจจะไม่มีขายที่นู่นนะคะ ถ้าติดแบรนด์นั้นๆจริงๆ ก็คงจะต้องซื้อตุนไปเองจากเมืองไทย แต่ถ้าเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่นได้ก็ไปซื้อที่อเมริกาเอาก็ได้คะ

contact lensแว่นตา/คอนแทคเลนส์

ถ้าน้องคนไหนที่ใส่แว่นตา พี่แนะนำให้ตัดเผื่อไว้ 2 อันเลยคะ เพราะที่นั่นแพงมากกกและต้องจ่ายค่าวัดสายตาอีก  แล้วเผื่อฉุกเฉินแว่นตาเกิดแตกขึ้นมา แล้วไม่มีใส่จะยุ่งวุ่นวาย เสียการเรียนเปล่าๆคะ ส่วนใครที่ใส่คอนแทคเลนส์ แนะนำให้ซื้อตุนไปจากเมืองไทยเยอะๆเลยคะ เพราะที่นู่นแพงมาก และการซื้อคอนแทคเลนส์ไม่ง่ายเหมือนบ้านเรา ต้องให้จักษุแพทย์ตรวจก่อนนะคะ ค่าตรวจก็ประมาณ $70-$100 ส่วนน้ำยาคอนแทคเลนส์หาซื้อได้ทั่วไปค่ะ เอาไปแค่ขวดเดียวก่อนก็พอ และอย่าลืมเตรียมตลับคอนแทคเลนส์ไปเผื่อด้วยนะคะ เพราะที่อเมริกาไม่ได้ซื้อน้ำยาแล้วแถมตลับคอนแทคเลนส์เหมือนเมืองไทยนะ

ยา

บางคนเคยได้ยินว่าที่อเมริกาต้องมีใบสั่งแพทย์ด้วย ไม่จริงทั้งหมดนะคะ ถ้าเป็นยาสามัญทั่วไป เช่น ยาแก้หวัด แก้ไข้ แก้ปวด วิตามินทั่วไป เราสามารถซื้อเองได้คะ แต่ถ้าเอามาได้ก็เอามาเลย พวกยาประเภทแก้ปวดทั้งหลาย ทั้งแก้ไซนัส แก้อักเสบ ยาแก้แผลร้อนในปาก Kenalog (ที่นี่ไม่มีขาย) แก้ท้องเสีย ยาหม่องน้ำ  และยาแก้ปวดประจำเดือน เบตาดีนก็ติดมาและอื่นๆ  เพราะมันไม่ได้หนักมากและไม่กินที่ แต่ถ้าเป็นยาประจำตัว ควรเตรียมไปเอง เพราะการไปหาหมอที่นู่นครั้งนึงแพงมาก นอกจากนั้นก็อาจจะติดพวกยาอมแก้ไอ แก้เจ็บคอ และยาดมพวกวาเป๊กซ์, เซียงเพียวอิ๊ว ไว้ดมเวลาวิงเวียนหรือคัดจมูกมาด้วยก็ดีคะ แต่ยาทุกชนิดที่นำมาต้องมีฉลากกำกับยาเป็นภาษาอังกฤษด้วยนะคะ เพื่อป้องกันเอาไว้ในกรณีที่ถูกตรวจ

เครื่องเขียน/อุปกรณ์การเรียน

เอามาให้หมดคะ ปากกา ไฮไลท์ แฟ้มพลาสติค สมุดจด มันไม่หนักเท่าไร แทรกไปตามซอกกระเป๋าได้ เพราะที่นู่นราคาค่อนข้างแพง ยิ่งถ้าซื้อในมหาวิทยาลัย ติดตรามหาวิทยาลัยเข้าไปหน่อยราคาแพงขึ้นไปอีกเท่าตัว ถ้าจะต้องไปซื้อที่นู่นจริงๆ ก็ให้ซื้อ ตามร้านเครื่องเขียนหรือห้างสรรพสินค้าเอาคะ

visa usaสำเนาเอกสารที่สำคัญๆ

เช่น หนังสือเดินทาง, บัตรประชาชน, เอกสารการตอบรับการเป็นนักศึกษา I-20, ผลคะแนนสอบ IELTS/TOEFL, ใบขับขี่, ใบขับขี่สากล โดยแนะนำว่าให้ใส่ไว้ในกระเป๋าแต่ละใบ และมีแฟ้มส่วนกลางอีกที่คะ นอกจากนั้นก็ควรสำเนาเอกสารเก็บไว้ที่เมืองไทยด้วยซักสองสามชุด ในกรณีที่ตัวจริงหายหรือในบางกรณีต้องให้ผู้ปกครองใช้อ้างอิง ต้องใช้สำเนาหลักฐานพวกนี้ และควรพกรูปถ่ายสองนิ้วติดบัตรไปด้วย เผื่อในกรณีที่ต้องใช้

รวมทั้งที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ของคนที่จะไปรับเรา หรือที่ๆเราจะไปอยู่ เนื่องจากเพื่อนๆต้องกรอกที่อยู่และบุคคลติดต่อแล้วยื่นให้ตม.และเผื่อเอาไว้ในกรณีที่เราหาตัวเค้าไม่เจอเมื่อเราไปถึง

เงิน

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่อนุญาตให้ผู้เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา พกเงินสดติดตัวเกิน 10,000 เหรียญสหรัฐอเมริกานะคะ (แต่ยังไงเราก็คงไม่เอากันไปเยอะขนาดนั้นหรอกมั๊ง อิอิ) แต่ถ้าใครต้องการนำเงินไปเกินกว่านี้ ต้องกรอกฟอร์ม Fincen Form 105  ซึ่งดาวน์โหลดได้ที่  http://www.fincen.gov/forms/files/fin105_cmir.pdf และแนะนำให้หาที่แลกเงินสดติดตัวไปซักร้อยสองร้อยเหรียญ แบ่งเป็นแบงค์ย่อย และเศษเหรียญติดตัวนะคะ เผื่อต้องขึ้นรถเมลล์หรือหยอดตู้โทรศัพท์จะได้ไม่มีปัญหา ส่วนเงินก้อนอื่นๆที่จะนำไปด้วยก็ให้ซื้อเป็นเช็ค, ดราฟท์ไปคะ เพื่อป้องกันการสูญหาย

อ้อ! แล้วอย่าลืมพกเงินไทยแบบเหรียญ แบบแบงค์ไปด้วยก็ดีคะ เผื่อมีเพื่อนฝรั่งถามถึง เราจะได้เอามาอวดเขาได้ รวมทั้งมีของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆที่แสดงความเป็นไทย หรือมีตัวอักษรภาษาไทยอยู่ด้วย เช่น ผ้าพันคอ ผ้าขาวม้า กางเกงเล หรือ กางเกงมวยไทย เป็นต้นคะ

ของจิปาถะ

เช่น เครื่องคิดเลข นาฬิกาปลุก พกไปด้วยก็ดีคะ ยิ่งนาฬิกาปลุกแรกๆจะจำเป็นมาก เพราะร่างกายเราจะยังปรับเวลาไม่ได้ อาจจะทำให้ตื่นไม่ไหว ถ้าไม่ใช้นาฬิกาช่วยนะคะ (แต่ถ้าใครจะใช้มือถือปลุกก็ไม่ว่ากันคะ) รวมทั้งสายเคเบิ้ลสำหรับใช้ต่ออินเตอร์เนต หรือต่อปรินท์เตอร์ เพราะราคาสายเคเบิ้ลที่อเมริกาค่อนข้างแพง พวกชุดไขควง ชุดเย็บผ้า เอาติดไปด้วย เผื่อได้ใช้คะ


Students Talk