หลักสูตร MBA (Master of Business Administration) หรือปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตย์ ถือได้ว่าเป็นหลักสูตรปริญญาโท ที่มีนักศึกษาเลือกเรียนกันมากที่สุดในโลกหลักสูตรหนึ่งเลยทีเดียว

globe in handเนื่องจากหลักสูตร MBA เป็นหลักสูตรที่เน้นการสร้างและพัฒนาบุคคลากรในระดับบริหาร ซึ่งไม่จำกัดว่าอยู่ในอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจประเภทใด ทำให้หลายๆคนเลือกที่จะเรียนต่อปริญญาโทในหลักสูตร MBA แม้ว่าจะไม่ได้จบปริญญาตรีในด้านที่เกี่ยวข้องกับการบริหารมาก่อนเลยก็ตาม และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจเรียนต่อด้าน MBA ในต่างประเทศ สิ่งที่คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการสมัครเรียนกับ Business School (B School) ในต่างประเทศนั้นมีดังนี้

1. GPA เกรด เฉลี่ยระดับปริญญาตรี : ใครที่เรียนๆเล่นๆ คิดว่าขอแค่จบก็พอ คงจะต้องลำบากใจหน่อย ซึ่งโดยส่วนมาก B School ชื่อดังจะ require ที่เกรดเฉลี่ย 3.00 ขึ่นไป แต่ถ้า B School ทั่วไปๆก็จะต่ำกว่านี้ แต่ส่วนมากจะ Require มากกว่า 2.00 ขึ้นไป

2. TOEFL/IELTS ซึ่ง จะแตกต่างไปตามแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยส่วนมากในสหรัฐอเมริกาจะต้องการผลคะแนนสอบ TOEFL แต่ถ้าเป็นฝั่งอังกฤษและออสเตรเลียส่วนมากจะใช้ IELTS มากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละมหาวิทยาลัย ควรตรวจสอบจากเวบไซต์ของสถาบันนั้นๆก่อนจะเลือกสมัครสอบ

 

  • TOEFL (Test of English as a Foreign Language)
    คือ แบบทดสอบความสามารถเพื่อประเมินความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ ในการใช้ภาษาอังกฤษ ของผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาประจำชาติ โดยเป็นการสอบแบบมาตรฐาน ที่วัดความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการเข้า ศึกษาต่อกับสถาบัน การศึกษาในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางของการเรียนการสอนโดยมีจัดการ สอบเป็นแบบปรนัย เพื่อวัดความเข้าใจ ภาษาอังกฤษแบบอเมริกา (American English)

    toeflโดย การสอบ TOEFL มีการทดสอบ 3 แบบด้วยกันคือ Internet - Based Testing : IBT/Computer - Based Testing: CBT/(Paper - Based Testing: PBT โดยในประเทศได้ยกเลิกระบบ CBT ไปแล้ว และใช้ระบบ IBT ในบางเขต เช่น กรุงเทพ ลาดกระบัง หาดใหญ่ นครปฐม ส่วนการสอบแบบ PBT จะมีที่ที่เดียว คือ ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราชเท่านั้น การสอบจะทดสอบทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพูด (Speaking) การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) และในแต่ครั้งจะต้องผสมผสานทักษะต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อใช้ในการตอบคำถาม โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งสำหรับการสอบ แต่การสอบแบบ PBT จะไม่มีการสอบ Speaking ทำให้การสอบแบบ PBT เต็มอย่างรวดเร็ว ทันทีที่มีการประกาศตารางสอบได้ไม่นาน

    สำหรับ ประเทศไทย สามารถติดต่อ Institute of International Education (IIE) ชั้น 9 ตึกซิตี้แบงค์ 82 ถ.สาทรเหนือ บางรัก กทม. 10500 โทร. 639-2700-2 E-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. ผู้สนใจสมัครสอบควรทำการสอบถาม ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับสถานที่สอบ และวันเวลาที่สอบที่แน่นอน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ets.org/toefl

  • ieltsIELTS (International English Language Testing System)
    คือ การทดสอบภาษาอังกฤษระดับนานาชาติที่ได้รับการพัฒนาจนเหมาะเป็นตัวทดสอบ ที่ใช้ประเมิน ความสามารถทางภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพใน4ทักษะได้แก่ การฟัง การอ่าน การเขียนและการพูดรวมถึงความรู้ทางด้านไวยากรณ์และคำศัพท์ในการใช้ภาษาของ ผู้สมัครสอบที่ต้องการเรียนหรือทำงานในสถานที่ที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อ สาร เป็นการทดสอบที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะที่เป็นหนึ่งในข้อกำหนด สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในสหราชอาณาจักร

    IELTS เป็นตัวสอบที่ร่วมมือกันระหว่าง The University of Cambridge ESOL Examinations ( Cambridge ESOL ) บริติช เคานซิล และ IDP : IELTS Australia คุณสามารถลงทะเบียนสอบ IELTS ได้ที่ บริติช เคานซิล สยามสแควร์โทรศัพท์ 02-6575678 บริติช เคานซิล ปิ่นเกล้าโทรศัพท์ 02-8849944-6 ต่อ 101,102 บริติช เคานซิล ลาดพร้าวโทรศัพท์ 02-9371037-9 ต่อ 0 บริติช เคานซิล เชียงใหม่โทรศัพท์ 05-3242103 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.britishcouncil.org/th/thailand-exams-ielts.htm หรือ http://www.ielts.org

3. GMAT (Graduate Management Admission Test) เป็น ข้อสอบแบบปรนัย (Multiple-Choice) ใช้สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครเพื่อเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ด้านธุรกิจและบริหาร แต่ B school ส่วนใหญ่ใน อังกฤษ จะไม่ได้ require GMAT แต่ถ้าเป็นสถาบันในสหรัฐอเมริกาจะต้องใช้คะแนน GMAT โดยการสอบ GMAT จะเป็นการวัดความสามารถการใช้เหตุผลของผู้สมัคร แบ่งข้อสอบออกเป็น 3 ส่วนคือ

gmat structure1. Analytical Writing Assessment : เป็นการเขียน essay 2 บทความ บทความละ 30 นาที ซึ่งต้องทำด้วยคอมพิวเตอร์เท่านั้น
2. Quantitative Section: 75 นาที 37 คำถาม ใน 2 รูปแบบคือ Data Sufficiency และ Problem Solving
3. Verbal Section: 75 นาที 41 คำถาม ใน 3 รูปแบบคือ Reading Comprehension, Critical Reasoning และ Sentence Correction

การสอบ GMAT จะเป็นการสอบแบบ CATs Test (Computer Adaptive Tests) ซึ่งข้อสอบจะปรับระดับความยากง่ายตามความสามารถของผู้สอบ ถ้าตอบถูกติดกันหลายๆ ข้อ ข้อต่อไปก็จะยิ่งยากขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้าตอบผิด ข้อสอบก็จะง่ายลง ยิ่งระดับความยากมากเท่าไหร่ คะแนนก็จะยิ่งสูงเท่านั้น โดยผลการสอบจะแจ้งทาง email หรือภายใน 20 วันหลังจากวันที่สอบ โดยคะแนน GMAT จะเต็ม 800 ซึ่งการเข้าเรียน MBA ในมหาวิทยาลัยชื่อดังที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง จะ require คะแนน GMAT ที่ 600 ขึ้นไป

 

ปัจจุบัน ผู้สอบสามารถสมัครสอบ GMAT ได้ในแบบ online หรือทางโทรศัพท์ สำหรับการสมัครสอบแบบ online ผู้สอบสามารถตรวจสอบสถานที่สอบ วันเวลาในการสอบ และที่นั่งในการสอบที่ยังว่างอยู่ได้ที่ http://www.mba.com/mba/takethegmat

 

4. Work Experience โดย ส่วนมากการต่อปริญญาโทต่างประเทศในทุกๆสาขาจะ require ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีเป็นอย่างน้อยครับ หรือถึงแม้บางสถาบันอาจจะไม่ได้กำหนดตรงนี้ไว้ แต่พี่ก็ขอแนะนำว่าถ้าคิดจะเรียนต่อปริญญาโทเราควรจะมีประสบการณ์ทำงานก่อน จะดีกว่า เพื่อจะได้ share กับเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้นะครับ

5. Letter of recommendation เป็น การบอกเล่าให้เจ้าหน้าที่ของทางมหาวิทยาลัยรู้จักตัวคุณมากขึ้น ผ่านการบอกเล่าจากบุคคลอื่น โดยปกติจะเป็นอาจารย์หรือหัวหน้างาน โดยเลือกคนที่รู้จักตัวคุณมากที่สุด B School ส่วนใหญ่จะขอ References 2 ฉบับ หรือบางแห่งอาจจะ 3 ฉบับ

6. Statement of purpose (SOP) / Personal Statement / Essay ถึง แม้ว่าการใช้คำที่เรียกอาจจะต่างกัน แต่โดยปกติแล้ววัตถุประสงค์ของการเขียน SOP คือการสื่อให้คณะกรรมการเห็นว่าคุณนั้นเหมาะสมและมีความสามารถในการเข้า ศึกษาต่อ อาจจะมีโจทย์มาให้หรือไม่มีก็ได้ ถึงแม้ว่าคำถามหรือคำตอบอาจอยู่ในรูปแบบที่ต่างกันก็ตาม แต่โดยส่วนมากแล้วคณะกรรมการคัดเลือกนักเรียนให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ใน การศึกษาต่อปริญญาโท สาขาวิชาที่คุณอยากศึกษาต่อ การเตรียมตัวและความพร้อมของคุณสำหรับการศึกษาต่อ และข้อมูลที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของคุณเอง

business people laptop7. Resume / CV สามารถ หาตัวอย่างดูได้ไม่ยากจากในอินเตอร์เนท ควรมีความยาวประมาณ 1-1 ½ หน้า แต่นอกจากรูปแบบแล้วสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือเนื้อหา นอกเหนือจากการบอกเล่าหน้าที่การทำงานแล้ว ให้บอกถึงผลสำเร็จของการทำงานของเรา เช่นเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทได้ 10% หรือปรับปรุงระบบการจัดการข้อมูลของบริษัทได้ เป็นต้น

8. Money แน่ นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเงิน ซึ่งการแสดงหลักฐานทางการเงินของเราหรือผู้ปกครองนั้นจำเป็นตั้งแต่การยื่น ขอวีซ่า ไปจนถึงการเลือกเรียนในแต่ละ B School ซึ่งจะกำหนดตัวเลขขั้นต่ำในบัญชีที่เราจะต้องแสดงมาให้ เพื่อเป็นหลักฐานว่าเรามีเงินพอสำหรับค่าเรียนและค่าใช้จ่ายโดยประมาณ ระหว่างที่เราเรียนอยู่ ซึ่งถ้าหากน้องๆมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายการขอทุนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ แต่แน่นอนว่าน้องๆต้องมีผลคะแนน GMAT หรือโปรไฟล์อื่นๆในระดับที่สูงพอที่จะขอทุนได้


Students Talk