น้องๆหลายคนที่มุ่งหวังอยากจะเรียนต่อในต่างประเทศ โดยเฉพาะในระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก คงจะทราบกันดีว่าการสมัครเข้าเรียนในต่างประเทศนั้น หลายๆสถาบันนอกจากจะต้องการผลการเรียในระดับก่อนหน้าของเรา และคะแนนสอบต่างๆรวมถึงคะแนนสอบวัดระดับทางภาษาของเราแล้ว ยังกำหนดให้เราเขียนเรียงความหรือที่เราเรียกกันว่า "เอสเส" ซึ่งมาจาก "Application Essays" นั่นเองค่ะ ทั้งนี้เพื่อใช้ในการประกอบการพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียน เพราะการเขียนเอสเสนี้ จะสามารถวัดถึงความคิดความอ่าน หลักการใช้เหตุผล และอีกหลายๆสิ่งหลายๆอย่างจากตัวนักศึกษาได้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ

แต่ก็มีหลายๆสถาบันที่เลือกหัวข้อเอสเสได้แปลกประหลาด และน่าสนใจมากๆ บางหัวข้อก็ดูเหมือนเป็นคำถามง่ายๆ แต่จะตอบให้ดูดีนี่ไม่ง่ายเลย บางหัวข้อก็แปลกประหลาดจนยากจะเข้าใจว่า "ถามทำไมเนี่ย" แต่ลึกๆแล้วก็มีเหตุผลแฝงอยู่ วันนี้ Advice For You เลยขอนำหัวข้อเรียงความที่แปลกประหลาดพวกนี้ มาให้น้องๆได้อ่านเป็นแนวทางกันค่ะ เผื่อว่าวันนึงน้องๆจะเจอหัวข้อเอสเสที่คล้ายๆแบบนี้ขึ้นมาบ้าง จะได้หาทางไปกันถูกนะค่ะ ^^

1. How do you feel about Wednesday? (University of Chicago, 2002)

i love wednesday"คุณรู้สึกอย่างไรกับวันพุธ ?" คำถามที่ดูเหมือนง่ายแต่ตอบยากแบบนี้ เปิดโอกาสให้น้องๆได้ใช้ทักษะในการบรรยายและแสดงความคิดเห็นได้หลากหลาย เพราะวันพุธถือเป็นวันกลางสัปดาห์ ซึ่งมีทั้งด้านบวกและด้านลบ เหมือนกับน้ำครึ่งแก้ว ที่เราจะเลือกคิดได้ว่า "เหลือแค่ครึ่งแก้ว" หรือ "เหลืออีกตั้งครึ่งแก้ว" หลายๆกิจการเลือกที่จะจัดโปรโมชั่นพิเศษในวันพุธเพราะเป็นวันที่ผู้บริโภค เฉื่อยชาที่สุด (ก็มันเป็นวันครึ่งๆกลางๆพอดี จะว่าเพิ่งเริ่มทำงานก็ไม่ใช่ ใกล้จะสุดสัปดาห์แล้วก็ไม่เชิง) ที่เห็นชัดๆเลยก็โปรโมชั่น ดูหนัง 80 บาทในวันพุธนี่ไงละ เพราะต้องการอยากจะกระตุ้นผู้บริโภคให้เคลื่อนไหวกันหน่อยนั่นเองค่ะ

 

2. You have just completed your 300-page autobiography. Please submit page 217. (University of Pennsylvania, 2010)

my book about me"คุณเพิ่จะเขียนอัตชีวประวัติของตัวเองจำนวน 300 หน้าเสร็จ โปรดส่งหน้าที่ 217 มาให้เรา" นี่ไม่ใช่การบอกให้น้องๆเขียนอัตชีวประวัติตัวเองขึ้นมา 300 หน้าจริงๆหรอกนะค่ะ แต่นี่เหมือนกับให้เราวางแผนอนาคตของตัวเองให้ทางสถาบันดูนั่นแหละค่ะ เพราะถ้าเราเขียนชีวิตเราทั้งชีวิตลงด้วยกระดาษ 300 หน้า แปลว่าหน้าที่ 217 ก็จะเป็นช่วงเริ่มต้นของชีวิต 1 ใน 3 ที่เหลืออยู่ของเรานั่นเองค่ะ ถ้าคิดว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนเราคือ 60 ปี ก็แปลว่าหน้าที่ 217 น่าจะเป็นชีวิตช่วงที่เราอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งก็คืออนาคตของเราข้างหน้านั่นเองค่ะ (นอกซะจากตอนนั้นน้องจะกำลังสมัครเรียนปริญญาโทหรือเอก น้องๆเลยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่อายุเลย 40 ปีไปแล้ว เรียงความนี้ก็จะเป็นเรื่องของชีวิตปัจจุบันหรืออดีตของน้องๆนะค่ะ อิอิ) มีเรื่องตลกเล่ากันมาว่าถึงกับมีผู้ปกครองท่านหนึ่งเขียนจดหมายถึง มหาวิทยาลัยให้เลื่อนเวลาการส่งเรียงความออกไป เพราะลูกของเขาเขียนอัตชีวประวัติจำนวน 300 หน้าไม่ทัน เลยยังไม่มีหน้าที่ 217 มาส่ง! (เขียนไปจริงจังขนาดน้านนนน...!!!)

 

3. How did you get caught? (Or not caught, as the case may be.) (University of Chicago, 2009)

get caught"คุณถูกจับได้อย่างไร (หรือไม่ถูกจับอย่างไร ถ้าไม่โดนจับได้)" อีก 1 หัวข้อแสนงงงวยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก อะไรหว่าอยู่ดีๆมาถามว่าเราถูกจับหรือไม่ถูกจับได้ยังไง ซึ่งจริงๆนี่คือคำถามปลายเปิด ที่เปิดกว้างมากๆจริงๆ ให้เราได้แสดงจินตนาการพร้อมสอดแทรกความเป็นตัวตน (ด้านดี) ของเราลงไปได้ เพราะหัวข้อไม่ได้กำหนดไว้ว่าโดนจับเรื่องอะไร เพราะอะไร ซึ่งน้องๆสามารถใช้คำถามนี้บรรยายถึงเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความเสียสละ ความทุ่มเท ความรักชาติ ความรับผิดชอบ ความถูกต้อง เพื่อใช้มัดใจกรรมการให้เลือกน้องๆเข้าเรียนได้เลยค่ะ เช่น น้องๆอาจจะเขียนไปว่า น้องๆกำลังขับรถอยู่แล้วเห็นผู้ร้ายวิ่งราวกระเป๋าน้องเลยรีบจอดรถแล้วลงไป ช่วย ทำให้โดนตำรวจจราจรจับ อะไรแบบนี้ก็ได้ นี่แค่ตัวอย่างง่ายๆ ค่ะ

 

4. Write a haiku, limerick, or short poem that best represents you. (New York University, 2009)

haiku"จงเขียนกลอนไฮคุ, โคลงตลก หรือ กลอนสั้นๆที่แสดงความเป็นตัวคุณได้ดีที่สุด" แค่เขียนเรียงความธรรมดาก็ว่ายากแล้ว แต่ที่ NYU กลับให้แต่งเป็นกลอน (ซึ่งคิดอีกที ดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ให้แต่งเป็นเพลง Hiphop เพราะนิวยอร์คนี่แหล่งกำเนิด Hiphop เลยทีเดียวนะ) ซึ่งตรงนี้คนที่แต่งกลอนไม่เป็นอาจจะลำบากซักหน่อย แต่จะว่าไปการแต่งกลอนก็ไม่ใช่อะไรที่ยากเกินความสามารถนักศึกษาระดับปริญญา จะทำได้ เพราะฉะนั้นหัวข้อนี้จึงเหมือนการวัดทักษะทางภาษาหรือการสื่อสารนั่นเองค่ะ ซึ่งในโลกปัจจุบันนี้ คนที่มีทักษะในการสื่อสารที่ดีกว่าภายใต้ข้อจำกัดที่มี ย่อมได้เปรียบกว่าคนที่ไม่สามารถสื่อสารความคิดของตัวเองออกมาได้ หัวข้อนี่คือการประเมินผลด้านนี้นี่เองค่ะ

 

5. Are we alone? (Tufts University, 2010)

alone in the universe"เราอยู่เพียงลำพังจริงหรือ?" คำถามนี้อาจตีความได้ว่า "เรา" คือมนุษย์โลกอยู่เพียงลำพังในจักรวาลจริงหรือ ซึ่งนี่ก็เป็นปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบที่แน่นอนในเชิงวิทยาศาสตร์เลย เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นเรื่องของความเชื่อล้วนๆ ไม่มีผิด-ถูก ซึ่งเป็นอีกคำถามหนึ่งที่เปิดโอกาสให้น้องๆได้ใช้ความคิดและจินตนการ ประกอบกับหลักเหตุผลในการนำเสนอความเชื่อของน้องๆ เพื่อจูงใจให้กรรมการผู้ตัดสินเรียงความเห็นด้วยกับความคิดเห็นของน้องๆให้ ได้นั่นเองค่ะ

 

6. If any of these three inanimate objects could talk, how would your room, computer or car describe you? (Haas School of Business at UC Berkeley)

car"ถ้าวัตถุสามสิ่งนี้สามารถพูดคุยได้ ห้องของคุณ, คอมพิวเตอร์ และ รถยนต์ จะอธิบายถึงคุณว่าอย่างไร" นี่ก็เป็นอีก 1 คำถามปลายเปิด ที่เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้นำเสนอตัวเองผ่านทางสิ่งของนั่นแหละ เช่น ให้คุณห้องบอกว่า ในตัวชั้นเนี่ยเป็นระเบียบ เรียบร้อยมากเลย เพราะว่าเจ้าของชั้นเค้าคอยเอาใจใส่ทำความสะอาดเสมอ ให้คุณคอมพิวเตอร์บอกว่า ชั้นเนี่ยความรู้เต็มหัวไปหมดเพราะเจ้าของชั้นเค้าใช้ชั้น search หาความรู้ดีๆในอินเตอร์เนตเป็นประจำ ให้คุณรถยนต์พูดว่า ชั้นเป็นรถรักษ์โลกเพระเจ้าของชั้นคอยดูแลเอาใจใส่ ใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว คอยเช็คสภาพเครื่องยนต์เสมอ แต่ก็เหงานิดหน่อยนะเพราะเค้าไม่ได้ใช้ชั้นเป็นประจำ เพราะเค้าชอบใช้ระบบขนส่งมวลชนมากกว่า หรืออะไรแนวทางนี้ จุดสำคัญคือการนำเสนอให้แยบยลและเหมาะสมสำหรับสิ่งของแต่ละอย่างในการอธิบาย ความเป็นตัวเรานั่นเองค่ะ

 

7. Can a toad hear? Prove it. (Bennington College, 2010)

giant marine toad"คางคกสามารถได้ยินเสียงรึเปล่า พิสูจน์ซิ" เจอหัวข้อนี้เข้าไปน้องๆหลายคนอาจจะอึ้งแล้วคิดในใจ "ใครมันจะไปรู้เล่า ว่าคางคกมันได้ยินมั๊ย ไม่ได้เป็นแฟนประจำช่อง National Geographic ซะหน่อย" แต่ไม่ต้องคิดมากไปขนาดนั้นค่ะ นี่ไม่ใช่คำถามวิทยาศาสตร์เรืองชีวิตสัตว์โลกแต่อย่างใด แต่เป้าหมายจริงๆของคำถามนี้คือ การเปิดโอกาสให้เราแสดงความคิดสร้างสรรค์ในการให้เหตุผลสนับสนุนความคิดของ เรา คำว่า "พิสูจน์ซิ" นั่นคือการให้เรายกเหตุผลสนับสนุน โดยอิงหลักของความเป็นไปได้ในการนำเสนอให้คณะกรรมการเชื่อในสิ่งที่เราเขียน ลงในบทความนั่นเองค่ะ

 

8. “Don’t play what’s there, play what’s not there.” – Miles Davis (University of Chicago, 2007)

miles davis quote"อย่าเล่นอะไรที่อยู่ที่นั่น จงเล่นอะไรที่ไม่ได้อยู่ที่นั่น" เป็นวิวาทะชวนงงของ Miles Davis นักดนตรีแจ๊สชาวอเมริกัน ซึ่งตีความกันได้หลากหลาย บ้างก็ว่าเขาหมายถึงการเล่นดนตรี จงอย่าเล่นเพียงเครื่องดนตรีที่อยู่ตรงหน้า แต่จงใช้เล่นโดยใช้จิตวิญญาณข้างใน บ้างก็ว่าเขาหมายถึงจงอย่าเล่นหรืออย่าทำอะไรซักอย่างที่ใครๆก็ทำกัน จงทำสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ได้ทำกัน หรือหมายถึงการพยายามนำเสนอสิ่งใหม่ๆนั่นเอง บ้างก็ว่าเขาหมายถึงจงอย่าทำอะไรตามคนอื่น ทำให้แตกต่างจากคนอื่นซะ ซึ่งหัวข้อนี้ก็คือการเปิดโอกาสให้น้องๆได้แสดงความคิดเห็นและการตีความ นั่นเอง

 

9. In the year 2050, a movie is being made of your life. Please tell us the name of your movie and briefly summarize the story line. (New York University, 2009)

you are in the movie"ในปี 2050 ชีวิตคุณจะถูกสร้างเป็นหนัง โปรดบอกเราว่าหนังของคุณจะชื่อเรื่องอะไรและเนื้อเรื่องคร่าวๆ" แน่นอนว่าถ้าอัตชีวประวัติของใครซักคนจะได้ถูกทำเป็นภาพยนต์ละก็ มันจะต้องเป็นชีวิตที่มีความน่าสนใจอะไรซักอย่าง และส่วนมากมักจะเกี่ยวกับชีวิตที่ประสบความสำเร็จ อย่างภาพยนต์เรื่อง "The Social Network" ซึ่งนำเค้าโครงเรื่องมาจากชีวิตจริงของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ให้กำเนิด facebook นั่นเอง แต่ชีวิตมนุษย์เดินดินอย่างเราจะมีอะไรให้น่าสนใจล่ะ ? นั่นละค่ะ คือจุดประสงค์ของหัวข้อนี้ นั่นคือให้น้องๆนำเสนอความน่าสนใจ ความพิเศษ ความโดดเด่นของตัวน้องๆเองให้คณะกรรมการได้ทราบนั่นเอง เอาเรื่องดีๆของเรามาขยายความ แล้วชมตัวเองได้เต็มที่ แต่จุดที่ยากก็คือทำยังไงให้คณะกรรมการรู้สึกว่าชื่นชมมากกว่าที่จะหมั่นไส้ ว่าเราขี้โม้นั่นเองค่ะ

 

10. Find X. (University of Chicago, 2010)

x"จงหา X" อีก 1 คำถามเจ๋งๆจากมหาวิทยาลัยชิคาโก้ที่แสนจะโด่งดังเรื่องการตั้งหัวข้อ เรียงความได้แปลกประหลาดสุดๆ หัวข้อนี้ดูครั้งแรกก็นึกไปถึงโจทย์คณิตศาสตร์ สมการตัวแปร XY ทั้งหลาย แต่จริงๆแล้วหัวข้อนี่เปิดโอกาสให้น้องๆใส่จินตนาการลงไปได้เต็มที่ อาจจะกำหนดให้ X เป็นอะไรก็ได้ ซึ่งก็ขอให้สมเหตุสมผลและทำให้กรรมการรู้สึกว่าเป็นเป้าหมายที่มีสาระหน่อย แต่ที่เด็ดที่สุดก็คือมีคนกำหนดให้ X คือเป้าหมายในชีวิตซึ่งก็คือการได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิคาโกนั่นเองค่ะ

 


เอาละค่ะ นี่ก็เป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ สำหรับหัวข้อเรียงความสำหรับสมัครเข้ามหาวิทยาลัยแบบแปลกๆ ที่อาจจะทำให้ใครหลายๆคนประหลาดใจ แต่ถ้ามองกันอย่างวิเคราะห์แล้วก็จะพบว่าแต่ละหัวข้อนั้นมีความมุ่งหวังไม่ แตกต่างกันมากนัก นั่นก็คือให้ผู้สมัครได้ใช้จินตนาการในการนำเสนอความคิดของตัวเองออกมาเพื่อ ให้คณะกรรมการพิจารณานั่นเองค่ะ ซึ่งถ้าน้องๆได้เจอกับหัวข้อเรียงความแบบนี้ก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะค่ะ ลองค่อยๆ วิเคราะห์จุดประสงค์ที่คณะกรรมการต้องการจากหัวข้อเรียงความที่ให้น้องๆ มา และน้องๆจะพบว่าไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของน้องๆแน่นอนค่ะ


Students Talk